จับตา ‘อุ๊งอิ๊ง’ ในตำแหน่ง ‘หัวหน้าครอบครัวพรรคเพื่อไทย’

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจในภาวะปริ่มน้ำของพรรคร่วมรัฐบาล

ประเด็นการเมืองในขณะนี้ทุกสายตากำลังพุ่งเป้าไปที่การปรากฏตัวของ .ส.แพทองธาร
ชินวัตร
หรือ “อุ๊งอิ๊ง” บุตรสาวคนเล็กของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ประกาศตัวเป็น “หัวหน้าครอบครัวพรรคเพื่อไทย”

นับเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งหลังจากก่อนหน้านี้ไม่นาน พรรคได้มีมติให้
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว แกนนำคนสำคัญของพรรคขึ้นดำรงตำแหน่ง “หัวหน้าพรรคเพื่อไทย” แทน
นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์

การขึ้นเป็น “หัวหน้าครอบครัวพรรคเพื่อไทย” ของ น.ส.แพทองธาร นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการเมือง เนื่องจากในอดีตไม่เคยมีพรรคการเมืองใดที่มีตำแหน่ง “หัวหน้าครอบครัว”
มาก่อน

จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่านี่คือการส่งสัญญาณจากนายทักษิณ ที่กล้าหาญเอาบุตรสาวมาเป็นนอมินีทางการเมือง โดยที่ น.ส.แพทองธารไม่เคยมีบทบาทหรือผลงานทางการเมืองมาก่อน

เหมือนดั่งเดินตามรอย .ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือ “อาปู” ของ น.ส.แพทองธาร อดีตนายกรัฐมนตรี น้องสาวนายทักษิณ

คงจำกันได้ ก่อนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๘
ของประเทศไทย ขณะนั้นก็เพิ่งมีประสบการณ์ทางการเมืองแค่ ๔๐ กว่าวัน

ความอ่อนด้อยทางการเมืองและไม่มีความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน
ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นครั้งมโหฬารจากนักการเมืองที่รายรอบตัว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเสียหายจากนโยบาย “โครงการรับจำนำข้าว” ของพรรคเพื่อไทยหลายแสนล้านบาท มีชาวนาฆ่าตัวตายไปหลายสิบคน คนไทยทุกคนต้องแบกรับภาระหนี้ชดใช้มหกรรมโกงกินในครั้งนั้นจนถึงปัจจุบันนี้

ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ระเห็ดไปตามช่องทางธรรมชาติ หลบหนีโทษจำคุกไปอยู่ประเทศดูไบ
กับนายทักษิณ 

นี่ยังไม่นับก่อนหน้านั้น นายทักษิณก็หนุนให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผู้เป็นน้องเขยขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๖ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ นายสมัคร สุนทรเวช
พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๕ แต่นายสมชายถูก กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) รวมตัวกันขับไล่ ไม่มีโอกาสเข้าทำเนียบสัมผัสเก้าอี้นายกฯแม้แต่วันเดียว

วันนี้กระแสสังคมจึงมีคำถามว่า การขึ้นเป็น “หัวหน้าครอบครัวพรรคเพื่อไทย” ของ
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เพราะมีความตั้งใจเข้าสู่สนามการเมืองในระบอบประชาธิปไตยตามสิทธิอันพึงมีของคนไทยคนหนึ่ง

หรือเพื่อต้องการเอาการเมืองเป็นช่องทางพาบิดาที่หนีโทษจำคุกไปอยู่ต่างประเทศกลับบ้านอย่างเท่ ๆ โดยอาศัยกลไกรัฐสภา เหมือนที่ “อาปู” เคยทำมาแล้วในอดีตจนไม่มีแผ่นดินอยู่

ภาพที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไปยืนโค้งคำนับ น.ส.แพทองธาร
กลางเวทีในที่ประชุมพรรคเมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อน คุณหมอชลน่านอายุก็น่าจะ ๖๐ ขึ้นแล้ว แต่ น.ส.แพทองธาร อายุแค่ ๓๕ ปี จึงเกิดคำถามในใจของคนทั่วไปว่าศักดิ์ศรีของความเป็นหัวหน้าพรรคของ นพ.ชลน่าน หายไปไหนหมด

และวันนี้คงจะสิ้นสงสัยว่าใครเป็นเจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริง !!  

นายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หนีโทษจำคุกไปอยู่ต่างประเทศนานหลายปีแล้ว เพราะทั้งสองไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่เคารพกฎหมายไทย ไม่ยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว การมีสถานะเป็น “นักโทษ” จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ต้องกลับมารับโทษที่ก่อไว้ เมื่อวันนี้ยังกล้าส่งทายาทมาเป็นนอมินีทางการเมืองอีก ทำให้ดูเหมือนคนตระกูลนี้กำลังดูถูกคนไทย จะทำยังไงกับคนไทยก็ได้ และคงคิดว่าคนไทยลืมอะไรง่าย ๆ

ไม่ว่าการเลือกตั้งเที่ยวหน้าพรรคเพื่อไทยจะได้จำนวน ส.ส.ทั้งประเทศแบบแลนด์สไลด์ตามที่คุยจริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่พบเห็นเป็นเชิงประจักษ์ในสนามเลือกตั้ง คือการหว่านเงิน
ซื้อเสียง การซื้อเสียงของพรรคการเมืองด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลสามารถก่อให้เกิดปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ได้ไม่ยาก 

ใครจะเชื่อว่าเมื่อ น.ส.แพทองธารมาลงสนามการเมืองแล้วจะไม่มุ่งหวังเป็นแคนดิเดตตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การโค้งคำนับเด็กของคุณหมอชลน่านนักการเมืองฝีปากกล้าที่คร่ำหวอดเป็นผู้แทนหลายสมัย นับเป็นภาษากายที่อธิบายได้ชัดเจนที่สุดว่ายอมศิโรราบให้แก่เด็กอ่อนพรรษาทางการเมืองคนนี้

แต่เป้าหมายที่จะเอานายทักษิณกลับบ้านอย่างเท่ ๆ โดยไม่ต้องมาติดคุกก่อน ก็คงเป็นไปได้ยาก
หาก น.ส.แพทองธาร ได้ถูกผลักดันให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีโดยอาศัยบารมีของการลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ แล้วจะเอาคุณพ่อกลับบ้านโดยวิธีการเหมือนในอดีต คือให้สภาออกเป็น
พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เปิดทางให้ “พ่อแม้ว” และ “อาปู” กลับบ้านอย่างเท่ ๆ นั่นแสดงว่าคนไทย
ไม่เหลือศักดิ์ศรีอะไรแล้ว ยอมให้ประวัติศาสตร์การเมืองซ้ำรอย

นายทักษิณไม่สนใจหรอกว่าประชาชนคนไทยจะคิดอย่างไรหรือรู้สึกอย่างไรที่อยู่ดี ๆ
น.ส.แพทองธารโผล่มารับตำแหน่ง “หัวหน้าครอบครัวพรรคเพื่อไทย” อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นึกจะทำอะไรเมื่อใดก็ได้

ช่วงนี้นายทักษิณในนาม Tony Woodsome โผล่หน้าในคลับเฮ้าส์วิพากษ์วิจารณ์การเมืองไทย
แทบทุกวัน คงมั่นใจว่าคงจะมีการเลือกตั้งใหญ่ในอีกไม่นานนี้ วิจารณ์แม้กระทั่งคนที่เคยสังกัดพรรคเพื่อไทยแล้วแยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่ จิกกัดรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่อนข้างรุนแรงทุกครั้งที่เอ่ยถึง

การปรากฏตัวถี่ ๆ ของนายทักษิณในช่วงนี้ แถมยังเอาบุตรสาวมานำร่อง ทำให้คิดถึง
๒ พรรคการเมืองใหญ่ที่ร่วมรัฐบาลคือ พรรคพลังประชารัฐ และ พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีแนวทางผลักดันกฎหมายให้ใช้ “บัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ” ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไม ๒ พรรคการเมืองนี้จึงเตะบอลเข้าเท้านายทักษิณ ทำให้นายทักษิณได้มีโอกาสเลี้ยงบอลป้วนเปี้ยนอยู่แถวหน้าโกลประตู สามารถจ้องยิงบอลเข้าประตูตลอดเวลา

จะไม่ให้ประชาชนคิดมากได้ยังไง พล.อ.ประยุทธ์อุตส่าห์ลงทุนนำกำลังทหารยึดอำนาจ
จาก น.ส.ยิ่งลักษณ์มานาน ๗ – ๘ ปี ผลสุดท้ายก็กลับมายกบ้านยกเมืองให้พลพรรคของนายทักษิณอีก
ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าลึก ๆ แล้วมีการแตะมือกันอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า ?!!

ภาพของการเมืองไทยในขณะนี้ จะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองซีกรัฐบาลกับซีกของฝ่ายค้าน
แตกกันเละเทะ ออกไปตั้งกลุ่มตั้งพรรคใหม่ เหมือนต่างคนต่างอยากแยกตัวออกไปเป็นใหญ่

แต่อย่าเชื่อความเคลื่อนไหวของนักการเมืองให้มากนัก นักการเมืองหลายคนมีลิ้นตวัดถึงใบหู
ไม่มีความน่าเชื่อถือมานานแล้ว วันนี้เป็นอย่างนี้ พรุ่งนี้เป็นอีกอย่าง นักการเมืองดี ๆ ที่รักศักดิ์ศรีในการทำหน้าที่ตัวแทนประชาชนมีอยู่ไม่กี่คน

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยฉายภาพให้เห็นว่า ทุกครั้งที่นักการเมืองไม่ดี ร่วมกับโกงชาติ
บ้านเมือง ชาวบ้านทนไม่ไหวก็ออกมาไล่ เกิดการปะทะกันสองฝ่าย ทหารก็ออกมาระงับเหตุ
ด้วยการทำรัฐประหาร จากนั้นทหารก็ตั้งตนเป็นใหญ่และอยู่ในอำนาจ แล้วก็ติดยึดอำนาจ
เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ ได้นักการเมืองไม่ดีเข้ามาอีก ทหารก็ยึดอำนาจอีก วนเวียนเป็นวงจรอุบาทว์ไม่สิ้นสุด การสกัดนักการเมืองเลว ๆ ไม่ให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาไม่เคยประสบผลสำเร็จ

เพราะกลไกสกัดการซื้อเสียงยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ แม้จะมี กกต.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระมาดำเนินการจัดการเลือกตั้งแล้วก็ตาม

การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ กำลังได้รับการจับตามองเพราะ
รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังอยู่ในภาวะปริ่มน้ำอีกครั้ง หลังจากกลุ่มการเมืองของ .อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เกือบ ๒๐ คน แยกตัวออกจากพรรคพลังประชารัฐไปตั้งพรรคการเมืองใหม่

ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าพรรคการเมืองซีกฝ่ายค้านจะอภิปรายกันโดยเอาข้อมูลจริง ๆ มาอภิปราย หรือจะเอาเรื่องโกหกพกลมมาเป็นประเด็นดิสเครดิตรัฐบาล โดยมีเอกสิทธิ์ของการเป็นส.ส.คุ้มครอง

ถ้ามีข้อมูลการทุจริตประพฤติมิชอบและมีหลักฐานให้ประชาชนเชื่อถือได้ รัฐบาลก็อยู่ยาก ยิ่งในภาวะปริ่มน้ำเช่นนี้ กระแสประชาชนจะเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้เอง ขออย่างเดียวข้อมูลในการอภิปรายต้องหนักแน่นเพียงพอ ถึงแม้รัฐบาลได้รับเสียงไว้วางใจเพราะพวกมากลากไป แต่ก็อยู่ยาก หลังการอภิปรายถ้าไม่ปรับ ครม. ก็ต้องยุบสภา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

สังเกตได้ว่าในช่วงนี้พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะออกเทียบเชิญพรรคการเมืองเล็ก ๆ นัดพบเพื่อรับประทานอาหารกันบ่อย ๆ เป็นการหยั่งกำลังหรือประเมินกำลังในการสู้ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ 

      พล.อ.ประยุทธ์แม้จะไม่สังกัดพรรคการเมืองใด แต่ไพ่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีคือการ “ยุบสภา” ก็ทำให้หลายพรรคการเมืองประหวั่นครั่นคร้าม

เพราะนักการเมืองส่วนใหญ่ไม่ปรารถนาให้มีการยุบสภา หากยุบสภาแล้วมีเลือกตั้งใหม่ก็ไม่แน่ใจว่าจะได้กลับมาเป็นผู้แทนในสภาอีกต่อไปหรือไม่ การหาเสียงก็สุดแสนจะเหนื่อยยากลำเค็ญ และต้องใช้เงินใช้จ่ายในการหาเสียงจำนวนมาก.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!