นกกระจอก “กระจอก” อย่างไร

ทุกเช้าจะต้องตื่นมาเตรียมสอนออนไลน์ จะได้เสียงจ๊อกแจ๊กของ นกกระจอก
ที่ดูจะเป็นอุปสรรคสำหรับการสอนอยู่ทุกวัน ชื่อนกกระจอก ฟังแล้วก็น่าคิดว่า
กระจอก อย่างไร

        คำว่า กระจอก ที่เราใช้โดยทั่วไปจะหมายถึง การพูดในเชิงเสียดสี (ภาษาฝรั่ง
ใช้ว่า บูลลี่) คนอื่นหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งในลักษณะดูถูก เหยียดหยาม หรือทำให้รู้สึกว่าต่ำต้อย เช่น คนกระจอก งานกระจอก แต่งเนื้อแต่งตัวดูกระจอก ดูยากจน หรือดูแล้วไม่สำคัญ

        พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ อธิบายที่มาของคำ กระจอก
ว่า เป็นคำภาษาเขมร  ขฺจก ออกเสียงว่า ขะ-จอก หมายถึง ขาพิการ ก็ทำให้นึกถึงคำว่า กระจอกงอกง่อย ที่เป็นคำซ้อนเพื่อความหมาย ซึ่งตามจริงแล้วสมควรจะหมายถึง คนพิการ คนง่อยเปลี้ยเสียขา ทำนองนั้น เพราะมีทั้ง กระจอก
มีทั้ง ง่อย แต่ที่คุ้นเคยก็เห็นจะใช้ในความหมายว่า ยากจนเข็ญใจ มากกว่า

        หนังสือรวมกวีนิพนธ์ของ ครูชิต บุรทัต แต่งเรื่องอิลลิสชาดก ในเอกนิบาต
กล่าวถึงตัวเอกว่ามีลักษณะเป็นคน กระจอก คือ ง่อยเปลี้ยเสียขา ความว่า

                     ยังมีตระกูลหนึ่ง              บริโภคทรัพย์ครอง

             คับคั่งสะพรั่งของ                     อุปโภคพหุภัณฑ์

                     นามอ้างยุบลอิล               ลิสเศรษฐีปางบรรพ์

             พาราณสีอัน                          ธ สถิตสถานคาร

                     เป็นง่อยกระจอกเทศ       นยเนตรก็เหล่ลาน

             ทั้งกายวิการพาล                     และตระหนี่ก็เหลือหา

        บทประพันธ์กล่าวถึงคำว่า ง่อยกระจอกเทศ น่าจะเป็นชื่อโรคง่อยชนิดหนึ่ง
ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้สืบค้นข้อมูลให้ลึกลงไป แต่อย่างไร อิลลิส คนนี้คงต้องเป็น กระจอก คือ ง่อยเปลี้ย แถม ตายังเหล่ ด้วย

        กระจอก ไม่ได้มีความหมายเฉพาะแต่ ขาพิการ เท่านั้น ยังหมายถึง เล็บ
เขมรใช้ว่า กฺรจก ส่วนใหญ่คำนี้พบได้ในตำราช้าง เช่น ช้างหนึ่งชื่อว่าครบกระจอก มีเล็บเท้าละ ๕ เล็บ, ช้างหนึ่งชื่อว่ากระจอกสอ กายใหญ่หน้าเล็กหางเขิน เล็บขาวไม่ครบเหมือนช้างทั้งปวง มักยืนแต่ ๓ เท้า, ช้างหนึ่งชื่อว่าทูลกระจอก กายใหญ่ หน้าเล็ก หางเขิน เล็บไม่ครบ

        เมื่อนำคำว่า กระจอก มาใช้เรียกชื่อนกชนิดหนึ่ง พิจารณาแล้วก็ไม่เห็นว่านกชนิดนี้จะเป็นง่อยแต่อย่างใด เพราะนกกระจอกทุกตัวก็ยังเห็นว่าเป็นปรกติดี แล้วมันกระจอกตรงไหน

        นกกระจอกที่พบเห็นอาศัยชุกชุมอยู่ตามบ้านเรือน เป็นนกขนาดเล็ก วงศ์ย่อย Passerinae ในวงศ์ Passeridae ปากหนารูปกรวย ขนตัวลาย ปลายหางเว้าตื้น มี ๔ ชนิด คือ กระจอกบ้าน และกระจอกใหญ่ อีก ๒ ชนิดอาศัยอยู่ในป่า คือ กระจอกน้ำตาล และ กระจอกป่าท้องเหลือง ยังมี กระจอกชวา ที่มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะชวาและเกาะบาหลี กระจอกเทศ ชนิดนี้เป็นนกขนาดใหญ่ บินไม่ได้ วิ่งเร็ว มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔)

        ความจริง นกกระจอก นกกระจิบ และนกกระจาบ ต่างก็เป็นนกในกลุ่มที่
มีพฤติกรรมชอบส่งเสียงพอ ๆ กัน ถ้าเปรียบเป็นคนก็คือ คนที่พูดไม่รู้จัก
หยุดหย่อน พูดไปได้เรื่อย ๆ เจื้อยแจ้วแบบไม่มีเว้นหยุดหายใจ ยิ่งถ้ารวมกลุ่ม
กันได้หลาย ๆ ตัว ก็ยิ่งตะเบ็งเสียงร้องกันเซ็งแซ่ไปหมด ในวรรณคดีเรื่อง
สามกรุง ของ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) กล่าวถึงนก ๓ ชนิดนี้ไว้ความว่า

                     กระจอก จำต่องร่วม            สมาคม

                  กับ กระจาบ จุรารมณ์                   ไร่ข้าว

                  กระจิบ จุ่งเกลียวกลม                   กันเถิด

                  แซ่ร่วมรวมสามเส้า                        ศัพท์ก้อง ก จ

          คำว่า กระจอก อาจเปรียบได้กับคนที่ชอบพูดไปเรื่อยโดยไม่ฟังคนอื่น หรือ มีอะไรก็ขอให้ได้พูดไว้ก่อน อย่างที่เราเคยได้ยินสำนวนที่ใช้กับพวกนักข่าวว่า
กระจิบกระจอกข่าว มีนิทานเรื่อง เพราะไม่ฟัง ที่กล่าวถึง นกกระจอกว่าเป็นนก
ชอบพูด ในตำราเรียนวิชาภาษาไทยที่ชื่อ ดรุณศึกษา ของ ฟ. ฮีแลร์ แห่งโรงเรียน
อัสสัมชัญ บางรัก ที่เรียบเรียงขึ้นราว พ.ศ. ๒๔๕๓ (ค.ศ. ๑๙๐๐) ความว่า

        นกกระจอกตัวหนึ่งรำพึงเหตุ         เออ! สมเพชอกเราเศร้าเหลือหลาย

วันยังค่ำร่ำระงมอยู่ดมดาย                   แต่ไม่วายคนระอาว่าไม่เพราะ

ส่วนเจ้าสีชมพูเขาชูเชิด                      ว่าดีเลิศส่งสำเนียงเสียงเสนาะ

พอคิดแล้วบินลัดตัดละเมาะ                  มาจับเกาะพุ่มมาลีสีชมพู

ร้องจ๊อกจ๊อกบอกเกลอว่า “เธอจ๋า            คนเขาว่าสำเนียงเธอเกลี้ยงหู

ข้าหมายใจจะมาลองหัดร้องดู                ช่วยเป็นครูสอนข้าอย่าว่าไร”

สีชมพูฟังกระจอกก็บอกว่า                   ฉันเห็นท่าพวกครูสู้ไม่ไหว

นกกระจอกใครสอนก็อ่อนใจ                 ขืนสอนไปมีแต่เพลียเสียเวลา”

เจ้ากระจอกสงสัยก็ไต่ถาม                   “นี่หมายความว่าฉันเซ่อหรือเธอจ๋า”

ชมพูว่า “เธอก็ดีมีปัญญา”                   แต่ทว่าเสียที่หูไม่รู้ความ

นิสัยเธอเพ้อพูดไม่หยุดหย่อน               ใครจะสอนให้สำเร็จก็เข็ดขาม

เอาแต่คุยเสียงโขมงทุกโมงยาม             จ๊อกจ๊อกพล่ามอยู่จนตายเพราะไม่ฟัง”

            ผมขอสรุปเอาดื้อ ๆ ว่า ที่เรียกว่านกกระจอก เพราะเป็นนกที่ชอบ (ร้อง / พูด)
เพ้อเจ้อ นี่เอง

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!