นพ.สุทัศน์ ไชยยศ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี

เคลียร์หลายประเด็นเกี่ยวกับการระบาดของโควิด-๑๙ ในขณะนี้

แม้ขณะนี้สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา (COVID-19) จะไม่รุนแรงเหมือนห้วง ๒ ปีที่ผ่านมา โดยสถิติผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อมีแนวโน้มลดลงเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันสายพันธุ์ Omicron ก็ยังแพร่ระบาดอย่างหนักและกระจายรวดเร็วในหลายประเทศทั่วโลก

            นายแพทย์สุทัศน์ ไชยยศ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี ให้เกียรติตอบคำสัมภาษณ์ “เพชรภูมิ” ในประเด็นที่อยู่ในความสงสัยและเป็นขอกังวลของประชาชนในสถานการณ์การระบาดขณะนี้ กอง บก.เพชรภูมิ ขอขอบคุณ “คุณหมอสุทัศน์” มา ณ โอกาสนี้.

——————————-

:สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ ในประเทศไทยขณะนี้ ผู้ติดเชื้อรายใหม่ส่วนใหญ่ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์DeltaหรือOmicron หรือสายพันธุ์อื่น คิดเป็นสัดส่วนอย่างคร่าว ๆ เป็นจำนวนหรือเปอร์เซ็นต์เท่าใด ?

ข้อมูลโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยพบการระบาดของโรคโควิด-๑๙ สายพันธุ์ Omicron เป็นวงกว้าง เทียบสัดส่วนจากกลุ่มการวิเคราะห์ผลการติดเชื้อจากกลุ่มผู้ป่วยตัวอย่าง ๓,๗๑๑ คน  พบการติดเชื้อสายพันธุ์ Omicron (B1.1.529) กว่า ๘๖.๘ % สายพันธุ์ที่ยังมีการแพร่ระบาดรองลงมาเป็นสายพันธุ์ Delta (B.1.617.2) ๑๓.๒ % (ข้อมูล ณ วันที่ ๑๗ ม.ค.๖๕)

:ผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้ากับโอมิครอน มีอาการแตกต่างกันกันอย่างไร ?

จากข้อมูลของ WHO ๒๑ ม.ค.๖๕ พบว่าสายพันธุ์ Omicron มีการก่อโรครุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ Delta ซึ่งสายพันธุ์ Delta มีหลักฐานยืนยันเรื่องการเจริญเติบโตและแพร่กระจายเชื้อลงสู่ปอดได้มากกว่า ดังนั้นอาการมักโดดเด่นเรื่องไข้ ไอ และอาจมีหายใจหอบเหนื่อยได้ ซึ่งเป็นผลจากการมีปอดอักเสบ ในขณะที่สายพันธุ์ Omicron มักพบเชื้อส่วนใหญ่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบน อาการจะมีได้ทั่วไปเช่น ไอ เจ็บคอ ไข้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย มีน้ำมูกและเสมหะในลำคอ แต่อาการจมูกไม่ได้กลิ่นลิ้นไม่รับรสจะพบได้น้อยกว่าและพบว่าสายพันธุ์Omicron มีความรุนแรงในการก่อโรคและความต้องการในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจะมีบทบาทลดลงอย่างมาก ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางในการดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-๑๙ ในช่วงต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้มอบนโยบายในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ด้วยกระบวนการแยกกักตัวอยู่บ้านหรือ Home Isolation มากขึ้น อีกทั้งลดเวลาการกักตัวเหลือเพียง ๑๐ วัน

: ข้อแนะนำในการตรวจสอบเบื้องต้นว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ หรือไม่ มีกี่วิธี วิธีใดที่น่าจะเหมาะสมที่สุด ?

            มีประมาณ ๖ วิธีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้  ได้แก่

๑. แบบคัดกรองตนเอง ผ่านเว็บไซต์กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข  แบบคัดกรองนี้จะประเมินความเสี่ยงของท่านและมีข้อมูลการให้คำแนะนำในการดูแลตนเองเบื้องต้น

            ๒. แบบคัดกรองผ่าน Application “หมอชนะ” ซึ่งจะระบุความเสี่ยงของท่าน รวมถึงคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับการเข้ารับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข

            ๓. ผ่านระบบ Application “เป๋าตังค์” จากนั้นไปประเมินความเสี่ยงและการขอชุดตรวจ ATK สำหรับประชาชน

            ๔. จังหวัดเพชรบุรี มีช่องทางที่เป็นสื่อกลางและให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยว่าเกี่ยวกับติดเชื้อโควิด-๑๙ ผ่าน Hotline สายด่วน ๐๓๒-๔๐๐๐๙๙

            ๕.โรงพยาบาลรัฐทุกแห่งในจังหวัดเพชรบุรี จะมีเบอร์ติดต่อประสานงานโดยตรง เพื่อขอรับคำแนะนำ การดูแลเบื้องต้น ตลอดจนการรับเข้าสู่ระบบการรักษา

๖. ข้อแนะนำสำหรับประชาชนที่น่าจะเหมาะสมที่สุด คือการเฝ้าระวังติดตามตนเองว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่ ได้แก่ อาการไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูกหรือเสมหะ หายใจไม่สะดวก เป็นต้น ประกอบกับการมีประวัติเสี่ยงสูง ได้แก่ อยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-๑๙ โดยไม่สวมใส่แมสก์ในระยะไม่เกิน ๒ เมตร และนานเกินกว่า ๕ นาที  หรืออยู่ระบบอากาศปิดและมีกิจกรรมร่วมกัน(เช่นในรถตู้ท่องเที่ยว) หรือนั่งอยู่ระหว่างทางซ้ายหรือขวาของผู้ป่วยขณะโดยสารยานพาหนะขนาดใหญ่ เมื่อมีความสงสัยสามารถหาซื้อชุดตรวจ ATK ที่ได้มาตรฐานมาตรวจให้กับตนเองและครอบครัว หรือจะขอสนับสนุนจาก Application “เป๋าตังค์” เมื่อผลออกมาเป็นบวกให้ประสานกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ทั้ง รพ., รพ.สต. เพื่อให้ทีมการรักษาประเมินการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

:หากพบว่ามีผลการตรวจเป็นบวก สิ่งที่ต้องทำในเบื้องต้นคืออะไร ?

ก่อนอื่นให้ตั้งสติ รักษาระยะห่างจากบุคคลรอบข้าง จากนั้นให้ดำเนินการสอบถามขั้นตอนการเข้าสู่ระบบการรักษาในแบบต่างๆ ได้แก่ HI, CI หรือใน รพ. ซึ่งสามารถติดต่อประสานงานได้ตั้งแต่ระดับ รพ.สต. ใกล้บ้าน หรือผู้ดูแลหลักโควิด-๑๙ ของแต่ รพ. ในพื้นที่ หรือจะติดต่อเบอร์โทรที่ปรากฎบนหน้า page facebookสสจ.เพชรบุรี หรือติดต่อผ่าน Hotline ๐๓๒-๔๐๐๐๙๙

:การเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-๑๙ในประเทศไทยจนถึงขณะนี้มีจำนวนมากพอที่น่าจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่หรือยัง ?ถ้ายัง จะเชิญชวนให้ทุกคนเข้ารับการฉีดวัคซีนในช่องทางใด ?

ภูมิคุ้มกันหมู่ อาจพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำกับเชื้อโควิด-๑๙ในขณะนี้ เนื่องจากเชื้อนี้มีการพัฒนาตนเองจนนำไปสู่การกลายพันธุ์และหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดียิ่งขึ้นกว่าสายพันธุ์แรกเริ่มเป็นอย่างมาก คงต้องมีความครอบคลุมของวัคซีนในประชากรไม่ต่ำกว่า ๗๐ % และประชากรกลุ่ม ๖๐๘ จะต้องไม่ต่ำกว่า ๙๐ % แม้ภาพรวมจะฉีดได้ >๗๐ % แล้ว แต่ที่น่าเป็นห่วงคือประชาชนกลุ่ม ๖๐๘ กลุ่มเปราะบาง หรือเด็กเล็กๆ ยังได้รับวัคซีนอย่างไม่ทั่วถึง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการประชาสัมพันธ์ทุกช่องทางให้ทราบผลดีที่จะเกิดขึ้นกับทั้งร่างกายของผู้ได้รับวัคซีนจะได้มีภูมิคุ้มกันมากพอที่จะต่อสู้เชื้อโรค หากการติดเชื้อ การแพร่กระจายเชื้อและการก่อโรคที่ไม่รุนแรงนัก อยู่ในสถานการณ์คงที่ ก็จะดำเนินการไปสู่โรคประจำถิ่นนำไม่ช้า คนทั่วโลกจะได้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง

: ผู้ที่ติดไวรัสโควิด-๑๙ แล้วและสามารถรักษาจนหายดี จะต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนอีกหรือไม่ ?หรือมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นในตัวแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าจะติดอีก จริงหรือไม่ ?

ควรได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันหลังจากมีอาการป่วย ๓ – ๖ เดือนขึ้นไป แม้จะเคยติดเชื้อแล้ว ยังจำเป็นต้องดูแลตนเองตามมาตรการป้องกันโควิด-๑๙ DMHTTA ต่อเนื่อง และจากการศึกษากลุ่มป่วยในประเทศจีน พบว่ามีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้กว่า ๑๔ % ดังนั้นไม่ควรประมาทในชีวิตประจำวัน ควรยึดหลัก New normal ในการดำเนินชีวิต

:หลังการฉีดวัคซีนแล้ว จะต้องเข้ารับการฉีดอีกเป็นระยะเวลาห่างกันประมาณกี่เดือน ?

หากก่อนหน้านี้ได้รับวัคซีนสูตรเชื้อตาย(SV / SP) หรือกลุ่ม Viral vector (AZ) ครบ 2 เข็ม หรือสูตรไขว้ แนะนำการได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นในระยะ 3 เดือนขึ้นไป

: มีข่าวอยู่เนือง ๆ ว่าผู้รับการฉีดวัคซีนแล้วมีผลข้างเคียงต่าง ๆ นานา และมีบางรายถึงกับเสียชีวิต ก่อความวิตกกังวลแก่ผู้ที่จะเข้ารับการฉีด มีข้อแนะนำอะไรในประเด็นนี้บ้าง ?

เนื่องจากเป็นวัคซีนที่พัฒนาจากเชื้อที่ถือว่าใหม่สำหรับโลกของเราและเทคนิคการผลิตที่มีความล้ำหน้าไปกว่าเดิมวัคซีนที่นำมาใช้นั้นแม้จะผ่านการทดสอบในทุกๆ ขั้นตอนแล้วก็ตาม แต่ด้วยการนำมาใช้ในสภาวะฉุกเฉิน การควบคุมและป้องกันโรคโดยการส่งเสริมภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนถือมีความสำคัญมากกว่า เพราะเราหวังว่าสถานการณ์ในการดำเนินชีวิตจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววัน ทั้งนี้การเสียชีวิตจากการได้รับวัคซีนแม้จะมีบ้างที่เกิดขึ้นประมาณร้อยละ ๐.๑ แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการเจ็บป่วย ความทุพพลภาพ และการเสียชีวิตจากโควิด-๑๙ เกิดขึ้นมากกว่าเท่าตัวประมาณกว่าร้อยละ ๑ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่เคยรับวัคซีนจะมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงประมาณร้อยละ ๖๕ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม ๖๐๘ ดังนั้นวงการสาธารณสุขไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศต่างมีคำแนะนำเป็นเสียงเดียวกันว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-๑๙ ดีกว่าการไม่ฉีดแน่นอน

: ช่องทางติดต่อสอบถามไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี ติดต่อได้ในทางทางใดบ้าง ?

เรามีระบบ Hotline สายด่วนสุขภาพ โควิด-๑๙โทร.๐๓๒-๔๐๐๐๙๙ ตลอด ๒๔ชั่วโมง.

———————————-

(โปรยตัว)

“….ภูมิคุ้มกันหมู่ อาจพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำกับเชื้อโควิด-๑๙ ในขณะนี้ เนื่องจากเชื้อนี้มีการพัฒนาตนเองจนนำไปสู่การกลายพันธุ์และหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดียิ่งขึ้นกว่าสายพันธุ์แรกเริ่มเป็นอย่างมาก คงต้องมีความครอบคลุมของวัคซีนในประชากรไม่ต่ำกว่า ๗๐ % และประชากรกลุ่ม ๖๐๘ จะต้องไม่ต่ำกว่า ๙๐ %.…”

———————————-

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!