นุ่งลม ห่มฟ้า

ครั้งหนึ่งผมบรรยายให้นักศึกษาวิชาภาษาไทยฟังในหัวข้อ ตำนานเทพนิยาย ปกรณัม และปกิณกะเกี่ยวกับวรรณคดีไทย ได้ยกคำว่า กินรี และ กินนร พร้อมกับอธิบายถึงรูปลักษณ์ตามที่มีผู้รู้ได้จินตนาการเอาไว้ว่า คือ อมนุษย์จำพวกหนึ่ง ท่อนบนเป็นมนุษย์ ท่อนร่างเป็นนก

        กินนร ในภาษาบาลี แปลว่า คนอะไร ถ้าจะแปลเอาความหมาย
คงแปลได้ว่า คนหรือเปล่า

        อาจารย์ชะเอม แก้วคล้าย อธิบายที่มาของศัพท์คำนี้ว่า

        ประกอบจาก กึ ศัพท์ แปลว่า อะไร, หรือ + นร แปลว่า คน = กึ + นร แปลงนิคหิตที่ กึ เป็น นฺ รวมกันเป็น กินฺนร (กิน-นะ-ระ) ภาษาไทยแปลงเสียง อะ ที่ น เป็น อ เพราะมี ร เสียง อะ อยู่หลัง, ลบเสียง อะ ที่ ร เพื่อให้อ่านออกเสียงเป็นตัวสะกด

        ถ้าเป็นอิตถีลิงค์ ก็ใช้ว่า กินนรี

        แล้วผมก็ร้องเพลงกินรีเล่นน้ำ ขับร้องโดย ธานินทร์ อินทรเทพ ประพันธ์คำร้องและทำนองโดย ไสล ไกรเลิศ ให้นักศึกษาฟัง เผอิญมีคำร้องอยู่ท่อนหนึ่งร้องว่า

        “นุ่งลมชมจันทร์ มองแล้วหวั่นอุรา งามเย้ยจันทร์เยือนหล้า ใครอิจฉานางได้”

        ก็เลยยกคำว่า นุ่งลม มาอธิบายให้นักศึกษาฟังต่อไปอีกว่า นุ่งลม ในบริบทนี้หมายถึง (ผู้หญิงในเพลงคงกำลัง) แก้ผ้าอาบน้ำ

        คำว่า นุ่ง หมายถึง การใช้ผ้าปกปิดท่อนล่าง เช่น นุ่งผ้า นุ่งกระโปรง นุ่งกางแกง หรือ จะใช้ปกปิดท่อนบนก็ได้ เช่น นุ่งกระโจมอก คือ ปิดตั้งแต่อกลงไป ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ อธิบายว่า แต่เดิมหมายความว่าปกปิดท่อนบน เช่น นุ่งเสื้อ ก็ได้ และก็คงจะเคยได้ยินคำว่า นุ่งเจียมห่มเจียม

        แสดงว่า นุ่งลม ตามนัย คือ ไม่ได้นุ่งอะไร ก็คือ เปลือยกาย เคยได้ยินคำพูดว่า นุ่งลมห่มฟ้า หมายถึง แก้ผ้าตัวเปล่าล่อนจ้อน               ห่ม หมายถึง ใช้ผ้าเป็นต้นคลุมหรือพันสิ่งใดสิ่งหนึ่งทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน เช่น ห่มผ้า ห่มสไบ ห่มดอง ห่มครุย (พจนานุกรมฯ) ห่มฟ้า โดยปริยายก็หมายถึง เปลือยกายล่อนจ้อนนั่นแหละ

        ภาษาบาลีมีคำศัพท์ที่หมายถึง ผู้ไม่มี (ผ้า) ติดอยู่ หมายถึง ไม่นุ่งผ้า คือคำว่า อเจล อ่านว่า อะ-เจ-ละ อีกรูปหนึ่งเขียนว่า อเจลก มี ก สกัด ที่เติมหลังศัพท์ ภาษาไทยลบเสียง อะ ที่ ก เพื่อให้ออกเสียงเป็นตัวสะกด จึงเป็น อเจลก อ่านว่า อะ-เจ-ลก

        วรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี ของ สุนทรภู่ ก็กล่าวถึงตัวละครที่นุ่งลมห่มฟ้า หรือ อเจลก ผู้ไม่มีผ้าติดอยู่ ก็คือ ชีเปลือย ความว่า

          กุมาราม้าทรงมาตรงเกาะ         เห็นละเมาะไม้พุ่มชอุ่มเขียว

ที่เงื้อมเขาเสาหงส์ใส่ธงเทียว              กุฎีเดียวดูหลังคาช่อฟ้าเฟื้อย

สำคัญว่าดาบสปรากฏกล้า                 จะแวะหาให้สบายพอหายเหนื่อย

จึงขับม้ามากุฎีเห็นชีเปลือย               ยังหลับเรื่อยรูปร่างโคร่งคร่างครัน

ไม่นุ่งผ้าคากรองครองหนังเสือ           ประหลาดเหลือโล่งโต้งโม่งโค่งขัน

น่าเหียนรากปากมีแต่ขี้ฟัน                 กรนสนั่นนอนร้ายเหมือนป่ายปีน

ประหลาดใจไยหนอไม่นุ่งผ้า               จะเป็นบ้าไปหรือว่าถือศีล

หนวดถึงเข่าเคราถึงนมผมถึงตีน        ฝรั่งจีนแขกไทยก็ใช่ที

หัวร่อพลางทางคิดผิดประหลาด         หรือปีศาจยมทูตอ้ายภูตผี

จึงร้องปลุกลุกขึ้นหวาตาคนนี้             ผ้าไม่มีหรือไม่นุ่งดูรุงรัง ฯ

        ทัศนะของ ชีเปลือย ในสังคมไทยจึงกลายมาเป็นคำที่มักจะใช้เรียกคนที่เปลือยเปล่าว่า ชีเปลือย

        อาจารย์ ดร.บำรุง ชำนาญเรือ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เคยอธิบายให้ฟังถึงนักบวชในศาสนาเชน ของมหาวีระ ที่มี ๒ นิกาย คือ นิกายทิคัมพร นักบวชในนิกายนี้จะนุ่งลมห่มฟ้า กับ นิกายเศวตามพร จะนุ่งขาวห่มขาว

        ดังนั้น หากเห็นใครเดินเปลือยเปล่า นุ่งลมห่มฟ้า เนื้อตัวล่อนจ้อน ก็ให้คิดว่าคงไม่เป็นบ้า ก็คงถือปฏิบัติเพื่อให้ตนเองบรรลุโมกษะ กระมัง

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!