พระเทพสุวรรณโมลี (แคล้ว อุตฺตโม ป.ธ.๗)

พระดีศรีเมืองเพชร ผู้ถึงพร้อมศิลาจารวัตรงดงาม

เส้นทางชีวิต ฉบับนี้ขอร้อยเรียงเรื่องราวประวัติ เจ้าคุณแคล้ว พระเทพสุวรรณโมลี โดยคัดย่อจากบทความที่หลวงพ่อฯ เขียนจากความทรงจำและบันทึกลงในหนังสือที่ระลึกงานพิธีทำบุญอายุวัฒนมงคล 81 ปี และที่ระลึกงานพิธีถวายปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ประจำปีการศึกษา 2558

          พระเทพสุวรรณโมลี เดิมชื่อ นายแคล้ว นาคปุรยานันท์ เกิดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2474 ที่หมู่บ้านทุ่งระยะ ต.ทุ่งระยะ (ปัจจุบันคือ ต.สวี) อ.สวี จ.ชุมพร เป็นบุตรคนเล็กในจำนวนพี่น้อง 5 คนของ นายเลขนางชื่น นาคปุรยานันท์

          เจ้าคุณแคล้วกำพร้าบิดาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เมื่อเกิดมาลืมตาดูโลก มารดาจึงตั้งชื่อให้ว่า “แคล้ว” เนื่องจากเกิดมาไม่ได้พบบิดา ซึ่งครอบครัวประกอบอาชีพทำสวน ทำนา และเลี้ยงควายฝูงกว่า 40 ตัว

ในวัยเยาว์ เจ้าคุณแคล้วเป็นเด็กฉลาด มีความจำดี สามารถเรียนหนังสือขอมจากคุณตาจนอ่านออกเขียนได้ หลังจบการศึกษาภาคบังคับ (ประถมศึกษา) ก็เข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาจนจบชั้น ม.2 แต่ในช่วงปี 2484-2488 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงเรียนหลายแห่งใน จ.ชุมพร ได้รับความเสียหายจากการถูกทิ้งระเบิดของทหารญี่ปุ่น ส่งผลทำให้โรงเรียนต้องหยุดการเรียนการสอนเป็นการชั่วคราว เมื่อสิ้นสงครามโลกคุณครูที่เคยสอนได้มาตามให้ไปเรียนต่อแต่เนื่องจากพี่สาวคนโตได้ออกไปมีครอบครัว ส่วนพี่สาวคนรองและพี่ชายได้เสียชีวิตทั้งหมด ทางบ้านจึงไม่เหลือใคร เจ้าคุณแคล้วจึงเลิกเรียนและมาช่วยมารดาทำงานทั้งหุงข้าว ต้มแกง ตลอดจนสีข้าว ตำข้าว ฝัดข้าว และงานบ้านอื่น ๆ อีกหลายอย่าง

ต่อมาเมื่อเจ้าคุณแคล้วมีอายุ 12 ปี เกิดป่วยหนัก มารดาจึงบนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าหากหายป่วยจะให้บุตรชายบวชเณร 1 เดือน เมื่ออาการหายดีแล้วเจ้าคุณแคล้วขณะมีอายุ 16 ปี จึงเข้าบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดแหลมปอ อ.สวี จ.ชุมพร โดยมี หลวงพ่อแม้น พระครูสุวีราสยคุณ เจ้าอาวาสวัดแหลมปอในขณะนั้นเป็นพระอุปัชฌาย์

          เมื่อสามเณรแคล้วบรรพชาครบกำหนด 1 เดือนแล้วก็ไม่ยอมสึก ได้บวชเรียนต่ออีก 2 พรรษาจนสามารถสอบได้ “นักธรรมชั้นตรี” และ “นักธรรมชั้นโท” ติดต่อกัน ขณะนั้นมารดาได้รบเร้าให้บุตรชายสึกเนื่องจากได้นำสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท ไปหมั้นหมายกับหญิงสาวบ้านใกล้เรือนเคียงไว้ให้แล้ว แต่สามเณรแคล้วปฏิเสธเนื่องจากไม่ได้รักหญิงสาวผู้นั้น จึงได้บวชเรียนต่ออีก 2 พรรษา ขณะที่บวชอยู่นั้นสามเณรแคล้วขยันท่องสวดมนต์ ทำวัตรปฏิบัติ และศึกษานักธรรมอย่างเคร่งครัด จนสามารถสอบ “นักธรรมชั้นเอก” ได้ในพรรษาที่ 4 และยังสามารถสวดพระปาติโมกข์ได้อีกด้วย

หลวงพ่อแม้น เห็นว่าสามเณรแคล้วตั้งใจเรียน เอาใจใส่การศึกษาและวัตรปฏิบัติต่าง ๆ จึงสนับสนุนให้เอาดีทางพระ โดยนำไปฝากเรียนบาลีอยู่กับ หลวงพ่อพระสมุห์มัย พระครูวิจารณโกศล
อินฺทสุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดสมุหนิมิต ต.พุมเรียง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี 

          แต่ขณะนั้นที่วัดสมุหนิมิตมีพระภิกษุและสามเณรกว่า 50 รูป จำพรรษาอยู่เต็มกุฏิกันหมด มีเพียงกุฏิเปลี่ยวร้างว่างอยู่หลังหนึ่งซึ่งมีพื้นกระดานและฝากั้นเป็นไม้ตะเคียน ลือกันว่าผีดุมาก แต่สามเณรแคล้วกลับไม่กลัว ได้ขออนุญาตเจ้าอาวาสเข้าไปอยู่จำพรรษา และนับเป็นความโชคดีที่ไม่มีผู้ใดเข้าไปรบกวน ผีที่ว่าดุก็ไม่มาให้เห็น ทำให้สามเณรแคล้วมีสมาธิท่องอ่านหนังสือตำราเรียนบาลีไวยากรณ์
ได้แม่นยำ

สามเณรแคล้วตั้งใจเล่าเรียนศึกษาบาลีกับ พระมหากลั่น ปิยทสฺสี ..6 อยู่ประมาณ 4 เดือน พี่สาวก็ได้เดินทางมาบอกว่าโยมมารดาป่วยหนัก บ่นเพ้อถึงลูกเณร และไม่ยอมรับประทานอาหารมาหลายวันแล้ว ด้วยความเป็นห่วงสามเณรแคล้วจึงกราบลาหลวงพ่อพระสมุห์มัยและเดินทางขึ้นรถไฟกลับไปดูอาการโยมมารดาทันที

          เมื่อกลับไปถึงบ้านโยมมารดาเห็นหน้าลูกเณรก็เกิดอาการดีใจ มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ยอมรับประทานอาหารที่พี่สาวจัดหามาให้อย่างไม่ขัดขืน ภายหลังจากโยมแม่หายป่วยไข้แล้วสามเณรแคล้วก็เดินทางกลับมายังวัดสมุหนิมิตและตั้งใจศึกษาบาลี เพียรพยายามแปลหนังสือจนมีความสามารถจำศัพท์และเข้าใจไวยากรณ์บาลีอย่างแตกฉาน สามารถเรียนไวยากรณ์ 1 ปี และเรียนแปลธรรมบท 8 ภาคในชั้น “เปรียญธรรม 3 ประโยค” (ป.ธ.3) ได้ภายใน 1 ปี (ปกติ ป.ธ.3 จะใช้เวลาเรียนไวยากรณ์ 1 ปี และแปลธรรมบท 8 ภาค 2 ปีละ 4 ภาค)

กระทั่งในปี 2494 พระมหากลั่น พระอาจารย์สอนบาลีเห็นว่าสามเณรแคล้วมีความพร้อมที่จะสอบ ป.ธ.3 ได้ จึงส่งชื่อเข้าสอบในสนามหลวง แต่ พระครูโพธาภิรักษ์ เจ้าสำนักเรียนเห็นว่าผู้ที่จะสอบ ป.ธ.3 ได้จะต้องเรียน 3 ปี คือไวยากรณ์ 1 ปี การแปลอรรถกถาธรรมบท 2 ปี แต่สามเณรแคล้วเป็นนักเรียนสองปีจึงให้คัดชื่อออก แต่พระมหากลั่นไม่ยอม พยายามอธิบายให้ฟังว่าสามเณรแคล้วมีความรู้ความเข้าใจดีกว่ารูปอื่น ๆ จนพระครูโพธาภิรักษ์ใจอ่อนและยินยอมให้ส่งชื่อเข้าสอบบาลีได้

แต่ก่อนที่จะสอบอีก 2 เดือน พี่สาวได้โทรเลขมาบอกว่าโยมมารดาป่วยหนัก สารเณรแคล้วจึงไปกราบลาเจ้าอาวาสและรีบเดินทางกลับบ้านไปเฝ้าดูอาการจนกระทั่งโยมมารดาถึงแก่กรรม หลังจัดพิธีเผาศพให้แก่โยมมารดาแล้ว เจ้าคุณแคล้วก็เดินทางกลับมาวัด อ่านหนังสือทบทวนตำราเรียนอย่างเคร่งครัด และในเดือนกุมภาพันธ์ 2494 ก็เข้าสอบบาลีสนามหลวงชั้นประโยค ..3 วัดไตรธรรมาราม .เมือง .สุราษฎร์ธานี ซึ่งในปีนั้นสามเณรแคล้วสามารถสอบ ..3 ได้เพียงรูปเดียวจากพระภิกษุและสามเณรที่เข้าสอบทั้งหมด 44 รูป จนเป็นที่เลื่องลือกันมากในสมัยนั้น

          ในเดือนถัดมาหลังจากสอบบาลีเสร็จแล้ว สามเณรแคล้วขณะมีอายุ 20 ปี ก็ได้เข้ารับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์อยู่ที่วัดแหลมปอโดยมี “หลวงพ่อแม้น” พระครูสุวีราสยคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์

ภายหลังอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้ว พระมหาแคล้วก็เดินทางกลับไปศึกษา เปรียญธรรม 4 ประโยค” (..4) พร้อมช่วยพระมหากลั่นสอนบาลีไวยากรณ์ไปด้วย และในปีต่อมาพระมหาแคล้วก็สามารถสอบได้ ..4 ก่อนกราบลาเจ้าอาวาสและพระมหากลั่นกลับไปยังวัดแหลมปอเพื่อจัดงานทำบุญอายุครบรอบ 60 ปี ของหลวงพ่อแม้น

          ต่อมาพระมหาแคล้วได้เดินทางไปจำพรรษาอยู่ที่วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ เพื่อศึกษา “เปรียญธรรม 5 ประโยค” ที่แผนกบาลีวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ ระหว่างนั้นพยายามติดต่อขออยู่จำพรรษาที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ฯ แต่วัดมีกฎว่าพระ-เณรที่จะอยู่จำพรรษาต้องเข้าวิปัสสนากรรมฐานเป็นเวลา 1 เดือน เจ้าคุณแคล้วก็ยินดีปฏิบัติตามกฎ เมื่อครบกำหนด วัดได้มาบอกกล่าวว่ากุฏิเต็มหมดออกพรรษาแล้วจะมีห้องหรือไม่ก็ยังไม่ทราบ

เมื่อเจ้าคุณแคล้วได้ฟังเช่นนั้นก็ได้ลาออกจากวัดมหาธาตุฯ แล้วเดินทางกลับมายังวัดแหลมปอ ทีแรกคิดจะเลิกเรียนเปรียญธรรม 5 ประโยค และจะออกเดินธุดงค์ แต่หลวงพ่อแม้นอยากให้เรียนต่อจึงนำพระมหาแคล้วมาฝากจำพรรษาที่วัดมหาธาตุ วรวิหาร จ.เพชรบุรี สมัย หลวงพ่อผัน พระเทพสุวรรณมุนี (ผัน สุวณฺโณ) เป็นเจ้าอาวาสฯ และเป็นเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี

          เจ้าคุณแคล้วเริ่มเรียนบาลีในปี 2496 กับ พระมหาเกษม เขมิโก ป.ธ.7 ที่สำนักเรียนวัดมหาธาตุวรวิหารฯ จนสามารถสอบเปรียญธรรม5 ประโยคได้ในปี 2497 สอบ “เปรียญธรรม 6 ประโยค” ได้ในปี 2498 สอบประโยคครูพิเศษมูลได้ในปี 2499 และในปีเดียวกันได้รับการแต่งตั้งเป็น พระวินัยธร

ต่อมาในปี 2500 พระมหาแคล้วก็สามารถสอบได้ เปรียญธรรม7 ประโยค และในปีเดียวกันได้สมัครสอบระดับเตรียมอุดมศึกษา แผนกอักษรศาสตร์ (ม.8) จนสำเร็จการศึกษาในปี 2502

          ระหว่างนั้นพระมหาแคล้วได้รับมอบหมายให้เป็น ครูใหญ่โรงเรียนปริยัติธรรมสำนักเรียนวัดมหาธาตุ เป็นผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนสุวรรณรังสฤษฏ์วิทยาลัย (โรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา), ประธานกรรมการอำนวยการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดมหาธาตุ วรวิหาร, ที่ปรึกษาการคุมสอบและตรวจข้อสอบนักธรรมนวกภูมิ, ประธานกรรมการอำนวยการคุมสอบธรรมศึกษา ประจำสนามสอบวัดมหาธาตุวรวิหาร, ที่ปรึกษาการสอบนักธรรมและธรรมสนามหลวงคณะสงฆ์จังหวัดเพชรบุรีและคณะสงฆ์ภาค 15, ที่ปรึกษาการตรวจข้อสอบธรรมสนามหลวง คณะสงฆ์ภาค 15

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพระมหาแคล้วเป็นผู้เคร่งครัดในธรรมปฏิบัติ ทำวัตร สวดมนต์ ออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ทุกวันมิเคยขาด อีกทั้งยังเป็นผู้ทรงความรู้ทั้งทางโลกทางธรรม
ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระกรรมวาจาจารย์, เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ วรวิหาร .เพชรบุรี, เป็นรองเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ วรวิหาร .เพชรบุรี, เป็นรองเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี, เป็นพระอุปัชฌาย์, เป็นผู้รักษาการเจ้าคณะอำเภอหนองหญ้าปล้อง

          ต่อมาในปี 2530 พระมหาแคล้ว ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ชั้นสามัญในราชทินนามที่ “พระสุธีวัชโรดม”, ปี 2547 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราชในราชทินนามที่ “พระราชสุวรรณมุนี” และในปีถัดมาได้รับการแต่งตั้งเป็น เจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี และเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ วรวิหาร จ.เพชรบุรี

ด้วยความที่พระราชสุวรรณมุนีเป็นพระมหาเถระที่ตั้งมั่นในพระธรรมวินัย เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมและเมตตาธรรม ถึงพร้อมในธรรมปฏิบัติ ทุ่มเทบริหาร บูรณะวัดมหาธาตุ วรวิหาร จ.เพชรบุรี ให้เป็นศูนย์รวมธรรมปฏิบัติ จัดอุทยานการศึกษาในวัดโดยใช้หลักการทางพระพุทธศาสนาและหลักจริยธรรมสากลในการบริหารการศึกษาในโรงเรียนพระปริยัติธรรม ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ มูลนิธิ และโรงเรียนสุวรรณรังสฤษฏ์วิทยาลัย มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ทำให้ได้รับ ปริญญาครุศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ในปี 2550, ได้รับ
ปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในปี 2559, ได้รับปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการบริหารการศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี

          และในปีเดียวกัน(2559) พระราชสุวรรณมุนี ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามที่ พระเทพสุวรรณโมลี และได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาคที่ 15

          พระเทพสุวรรณโมลี (แคล้ว อุตฺตโม ..7) มรณภาพด้วยอาการสงบด้วยโรคหัวใจ เมื่อวันอังคารที่ 9 มีนาคม 2564 สิริอายุรวม 90 ปี 69 พรรษา.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!