“พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.๒๕๖๒”หรือ “PDPA

            “พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.๒๕๖๒”หรือ “PDPA”มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๕ หลังจากเลื่อนการประกาศใช้มาแล้ว ๒ ปี กฎหมายฉบับนี้มีหลักสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกนำไปใช้อย่างเป็นธรรม โปร่งใส และได้รับการดูแลมิให้มีการนำข้อมูลไปใช้งานในทางที่ผิด โดยกำหนดให้การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลใด จะต้องมีการขออนุญาตจากเจ้าของข้อมูลหรือตามที่มีการบัญญัติไว้ในกฎหมาย และต้องแจ้งวัตถุประสงค์ในการนำข้อมูลไปใช้และต้องใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งด้วย

            นายวีรศักดิ์ โชติวานิช ทนายความ ในฐานะรองประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ, ประธานคณะอนุกรรมการจริยธรรม สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ได้ให้เกียรติตอบคำถามในเรื่องนี้อย่างชัดเจนทุกแง่มุม กอง บก.เพชรภูมิ ขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้

—————————

:ขอคำอธิบาย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)ให้พอเข้าใจโดยสังเขป ?

            กฎหมายฉบับนี้ชื่อเต็ม ๆ คือ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.๒๕๖๒ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ บังคับใช้เต็มรูปแบบเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๕ มีมาตราที่บัญญัติไว้ในกฎหมายฉบับนี้รวม ๙๖ มาตรา

            สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดให้มี “คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” แยกต่างหากที่เราคุ้นเคยคือคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร ในมาตรา ๗ ได้กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ นอกจากนี้ในหมวดที่ ๗ ของ พ.ร.บ.นี้เป็นหมวดกำหนดโทษ ซึ่งกำหนดโทษทางอาญา มีทั้งจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แล้วแต่ความร้ายแรง นอกจากนี้ยังมีโทษทางปกครองด้วยซึ่งมีโทษปรับทางปกครองอัตราสูงสุดไม่เกิน ๕ ล้านบาท ทั้งยังสามารถฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งในมูลละเมิดได้ด้วย

: เหตุใดจึงเกิด พ.ร.บ.ฉบับนี้ ?

            ชื่อ พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็บอกชัดแล้วว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ก็จะมีคำถามต่อไปว่า“ข้อมูลส่วนบุคคล”คืออะไร ตอบสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือข้อมูลที่เกี่ยวกับบุคคลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่ไม่นับรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว ข้อมูลส่วนบุคคลเช่น ชื่อ นามสกุล ชื่อเล่น เลขบัตรประจำตัวต่าง ๆ เช่นบัตรประชาชน หนังสือเดินทาง ประกันสังคมใบอนุญาตขับขี่ บัญชีธนาคาร เลขบัตรเครดิต ข้อมูลในอีเมล์ วันเดือนปีเกิด รวมทั้งสำเนาของบัตรต่าง ๆ เหล่านี้ นอกจากนี้ก็ยังมีข้อมูลที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เช่น เชื้อชาติ สัญชาติ ความเห็นทางการเมือง ล้วนเป็นข้อมูลส่วนบุคคลด้วย

            หมายเลขโทรศัพท์ที่เราไปให้ไว้กับสถาบันการเงินที่เราไปติดต่อ นับเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ถ้าล่วงรู้ไปถึงคนอื่น ก็จะก่อความเดือดร้อนรำคาญให้แก่เจ้าของข้อมูล ซึ่งผู้ได้ข้อมูลก็ได้มาจากแหล่งที่เราไปติดต่อและให้ข้อมูลเป็นหลักฐานไว้ เรามีสิทธิ์สงวนข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้

            บางครั้งการที่เราจำเป็นจะต้องไปใช้เครดิตกับสถาบันการเงิน แล้วเราไปตั้งแง่ว่าข้อมูลส่วนบุคคลของเรา เราไม่ให้นะ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็อาจจะมีปัญหากับตัวเราได้เช่นกัน เพราะสถาบันการเงินก็อาจจะสงวนสิทธิ์ที่จะให้ความสะดวกหรืออนุมัติสิ่งที่เราต้องการเครดิตได้  

: บุคคลทั่วไปควรระวังต่อการละเมิด พ.ร.บ.ฉบับนี้ อย่างไร ?

            หัวใจสำคัญของการออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อต้องการรักษาสิทธิที่พึงมีของเจ้าของข้อมูล สามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามความยินยอมของเราที่ให้ข้อมูลไป การที่เราจะให้ข้อมูลแก่ผู้ใดหรือหน่วยงานใดก็ต้องพิจารณาอย่างระวังว่าเขาจะเอาข้อมูลของเราไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร

: สื่อมวลชนควรต้องระวังต่อการละเมิด พ.ร.บ.ฉบับนี้อย่างไร ทั้งในแง่กฎหมายและจริยธรรม ?

            พ.ร.บ.ฉบับนี้ในมาตรา ๔ ระบุความสำคัญใน (๓) ที่บอกว่า พ.ร.บ.นี้มิให้ใช้บังคับแก่บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ทำการเก็บรวบรวมไว้เฉพาะ

เพื่อกิจการสื่อมวลชน งานศิลปกรรม หรืองานวรรณกรรมอันเป็นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพหรือเป็นประโยชน์สาธารณะเท่านั้น

หมายความว่ากฎหมายฉบับนี้ให้ความคุ้มครองสื่อมวลชน แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพหรือเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเท่านั้น จึงจะได้รับความคุ้มครอง ซึ่งสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติมีประมวลจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพขององค์กรสมาชิกให้ต้องปฏิบัติตาม

แต่ถ้าองค์กรสื่อใดที่มิได้เป็นองค์กรสมาชิกของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ก็ต้องไม่ลืมว่าองค์กรที่ดูแลสื่อมิได้มีแต่สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ยังมีสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพโทรทัศน์ และอื่น ๆ อีกหลายองค์กรมีสมาชิกไปสังกัด ซึ่งแต่ละแห่งก็กำหนดกรอบจริยธรรมของตัวเอง ขณะเดียวกันยังมีการทำเป็นภาคีเครือข่ายกำหนดให้มีจรรยาบรรณร่วมกัน

            แม้ว่าความเข้มข้นของการกำกับดูแลด้านจริยธรรมของแต่ละองค์กรไม่เท่ากัน แต่อย่างน้อยก็ควรต้องได้ระดับมาตรฐานด้านจริยธรรมที่พอจะปกป้ององค์กรสมาชิกได้อย่างเพียงพอ จึงจะมีความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้เสียหายต้องเสียหายจากการกระทำที่เป็นละเมิดจากสื่อที่ไม่มีมาตรฐานด้านกรอบจริยธรรม ผู้เสียหายก็อาจจะไปร้องต่อคณะกรรมการกำกับดูแลคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเขาจะพิจารณาว่าจริยธรรมที่วางกรอบไว้นั้นมีความเข้มข้นเหมือนกับองค์กรวิชาชีพอื่นหรือไม่ กรรมจะเป็นเครื่องชี้เจตนา

: กรณีที่เราถ่ายภาพเซลฟี่ แล้วในภาพติดบุคคลอื่นด้วย จะผิดต่อ พ.ร.บ.นี้หรือไม่ ?

            เรื่องของการถ่ายภาพแล้วติดบุคคลอื่น ต้องพิจารณาว่าการนำเสนอภาพของตัวผู้ถ่ายภาพได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ที่ติดอยู่ในภาพหรือไม่ จะละเมิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ถ่ายภาพและนำภาพนั้นไปแชร์ เช่น เราถ่ายภาพเพื่อนในสถานอาบอบนวด แล้วไปติดบุคคลอื่นที่ไม่รู้จัก นำไปเผยแพร่ ผู้ติดอยู่ในภาพคงไม่อยากให้เอาภาพตนที่อยู่ในสถานที่นั้นไปเปิดเผย

: กรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา ถูกสื่อมวลชนบันทึกภาพแล้วนำไปเปิดเผย จะละเมิดต่อ พ.ร.บ.นี้อย่างไร ?

            เนื่องจาก พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นกฎหมายใหม่ที่ออกมาบังคับใช้ แต่ครอบคลุมไปถึงผู้ต้องหาหรือจำเลยต่าง ๆ ด้วย เช่น ตำรวจนำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำสารภาพ หรือตำรวจนำกำลังไปบุกจับคนร้าย แล้วนักข่าวตามไปทำข่าว มีคำถามว่าจะนำเสนอภาพเหล่านี้ได้แค่ไหน ประเด็นนี้คิดว่าถ้าเป็นการทำหน้าที่ของนักข่าวภายในกรอบจริยธรรม ก็น่าจะทำได้ เพราะเป็นการนำเสนอข่าวตามหน้าที่ของสื่อในกรอบจริยธรรม แต่ต้องพึงระวัง หากบังเอิญว่าผู้ต้องหาเป็นผู้เยาว์หรือเป็นเด็ก ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะผิดกฎหมายเรื่องสิทธิเด็กที่ได้รับความคุ้มครอง แต่ถ้าผู้ต้องหาเป็นผู้ใหญ่ อายุ ๒๐ ปีขึ้นไป และนักข่าวทำหน้าที่ในกรอบจริยธรรม ก็น่าจะทำได้

            อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ผมเองยังไม่อยากฟันธงว่าผิดหรือละเมิดหรือไม่ คือการพิมพ์ลายนิ้วมือของผู้ต้องหาที่พนักงานสอบสวนให้พิมพ์ เพราะการพิมพ์ลายนิ้วมือก็ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ฝ่ายสิทธิมนุษยชนหรือพวกเอ็นจีโอก็จะอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ในทางปฏิบัติก็จะยึดเอาตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรม เรื่องนี้ต้องให้เวลาตกผลึกอีกสักระยะหนึ่งว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหน เช่นเวลามีเหตุลักทรัพย์ ตำรวจเข้าไปในที่เกิดเหตุก็ต้องเก็บลายพิมพ์นิ้วมือ ผู้ก่อเหตุขโมยไม่มีใครที่จะลืมบัตรประชาชนตัวเองทิ้งไว้แน่ ตำรวจจึงต้องอาศัยพิมพ์ลายนิ้วมือของบุคคลในที่เกิดเหตุ แต่การที่เห็นภาพของผู้ต้องสงสัยในวงจรปิด ถามว่าภาพจากกล้องวงจรปิดเพียงพอที่จะกล่าวหาได้หรือไม่ การตรวจลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ต้องสงสัยจึงมีความสำคัญ ผู้ต้องหาจะปฏิเสธไม่ยอมให้พิมพ์ลายนิ้วมือโดยอ้างว่าละเมิด พ.ร.บ.นี้ได้หรือไม่ เป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่น่าจะมีข้อสรุปในอีกไม่นานนี้.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!