รวบแล้วหนุ่มขับรถกระบะส่ายไปมาบนถนนเพชรเกษม

รวบแล้วหนุ่มขับรถกระบะส่ายไปมาบนถนนเพชรเกษม พลเมืองดีเห็นแจ้งตำรวจที่ด่านตรวจให้สกัดจับแต่กลับปล่อยผ่านไปแล้วนำไปโพสจนเป็นกระแสข่าวโด่งดังทางโลกโซเชียล เบื้องต้นผู้บัญชาการตำรวจภาค 7 สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน หัวหน้าด่านตรวจ และตำรวจที่เกี่ยวข้องแล้วเมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ที่หน้าสถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบุรี พ.ต.อ.ภคิน ศิวเมธากุล รอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มงานจราจร สภ.เมืองเพชรบุรี ร่วมแถลงข่าวจับกุมตัวนายคมสัน สายทอง อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 113 หมู่ 5 ต.จานใหญ่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ผู้ต้องหาก่อเหตุขับรถ โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นและไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจรมือที่เจ้าพนักงานจราจรแสดงให้ปรากฏข้างหน้าในพื้นที่ ภ.จว.เพชรบุรี พ.ต.อ.ภคิน กล่าวว่า จากกรณีมีภาพเป็นข่าวทางโลกโซเชียล ขณะ 2สามีภรรยาได้ขับรถออกมาจากศูนย์บริการบริษัทอีซูซุ สาขาท่ากระเทียม อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ไปทางถนนเพชรเกษมฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ ได้สังเกตเห็นรถยนต์กระบะ Isuzu สีขาวหมายเลขทะเบียน ฒฒ 2032 กรุงเทพฯ ได้ขับขี่รถส่ายไปมาในลักษณะน่าหวาดเสียวเกรงว่าจะเกิดอันตรายต่อผู้ใช้รถในเส้นทาง จึงได้นำเอาโทรศัพท์ ขึ้นมาถ่ายคลิปไว้พร้อมโทรศัพท์ไปยัง 191 เพื่อแจ้งเหตุ แต่โทรไปติดที่ศูนย์ 191 ของกรุงเทพฯ เมื่อสองสามีภรรยาขับรถติดตามมาถึงจุดตรวจจุดสกัดในเขตพื้นที่เมืองเพชรบุรี ทั้งสองได้รีดชะลอรถและเข้าไปแจ้งให้ตำรวจทราบ เจ้าหน้าที่ ตำรวจได้ใช้สัญญาณมือเพื่อเรียกให้จอด แตรถคันดังกล่าว ไม่หยุดรถตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกให้หยุดและขับรถหลบหนีไป ซึ่งทางศูนย์ 191 เพชรบุรี ได้แจ้งให้สถานีตำรวจในเส้นทางสกัดจับ แต่รถคันเก่าก็หลบหนีไปได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.เพชรบุรี จึงได้ติดตามไปควมคุมตัวมาดำเนินคดีพร้อมรถยนต์คันดังกล่าวสอบสวนนายคมสัน รับสารภาพว่า ก่อนเกิดเหตุได้ดื่มเบียร์มาจำนวน 1 ขวด จากนั้น ได้นั่งรถแท็กซี่ เพื่อมารับรถยนต์กระบะคันดังกล่าว ในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อนำไปให้พี่สาวใช้ ระหว่างทาง ต้นเกิดอาการมึนงง และง่วงนอน จึงขับรถส่ายไปมา จนกระทั่งไปไม่ไหวและได้จอดรถนอนที่ ปั๊มปตท ต.หัวสะพาน อ.เมือง จ.เพชรบุรี เมื่ออาการปกติก็ได้ขับรถไปที่กรุงเทพฯจนกระทั่งเจ้าหน้าตำรวจไปควบคุมตัวดังกล่าวพ.ต.อ.ภคิน กล่าวต่อไปว่า ต้องขอขอบคุณผู้ที่เห็นเหตุการณ์ได้บันทึกภาพจนมีหลักฐานให้เจ้าหน้าตำรวจดำเนินคดีทางกฏหมาย ซึ่งในส่วนของหัวหน้าด่านตรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง กาลครั้งนั้น ทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินทางวินัยต่อไปแล้ว

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!