ระวัง ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ อาละวาดหนักหลอกดูดเงินจากกระเป๋า

ซ่องสุมหลอกลวงอยู่ต่างประเทศ ตั้งสติ‘ไม่ตกใจ ไม่เชื่อ ไม่โอน’

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นขบวนการของกลุ่มมิจฉาชีพที่หลอกเหยื่อทางโทรศัพท์ โดยสร้าง
สถานการณ์ให้เหยื่อเกิดความตื่นตระหนก หรือทำให้เข้าใจผิดว่าได้รับผลประโยชน์บางอย่าง

มิจฉาชีพในรูปแบบ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ กำลังระบาดหนัก เชื่อว่าหลายคนได้รับโทรศัพท์จากแก๊งเหล่านี้วันละหลายหน ส่วนใหญ่ล่อลวงให้โอนเงินให้ ที่รู้ทันก็กดโทรศัพท์ทิ้ง ตัดการติดต่อ ที่รู้ไม่ทันก็ตกเป็นเหยื่อ จึงจำต้องรู้เท่าทันอย่างมีสติ อย่าตกเป็นเหยื่อโอนเงินให้เด็ดขาด

คอลเซ็นเตอร์ยุคดิจิทัล ทุกคนได้สิทธิ์ถูกหลอกตลอดเวลา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังใช้วิธีการเดิม ๆ คือ ทำให้เหยื่อกลัว เพราะฉะนั้น หากใครได้รับโทรศัพท์จากแก๊งนี้ ไม่ต้องตกใจ เพียงแต่ไม่ต้องทำตามที่พวกมันแนะนำ

“เพชรภูมิ” ในฐานะองค์กรสมาชิกของ “สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ” ได้รับการประสานจากสภาการฯ ขอให้ช่วยเผยแพร่ข้อมูลจากรายการวิทยุ “รู้ทันสื่อกับสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ” ประจำวันเสาร์ที่ ๒๖ มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุ FM ๑๐๐.๕ อสมท. นำเสนอประเด็น “รู้เท่าทัน แก๊งคอลเซ็นเตอร์” โดยมี .ส.สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะกรรมการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ และเป็นประธานคณะทำงานคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ทั้งยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค(Cofact) ประเทศไทย, พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ นายประพงษ์ แหลมแจง ผู้สื่อข่าวเฉพาะกิจ แผนกอาชญากรรม นสพ.เดลินิวส์
ร่วมพูดคุยในรายการกับ นายสืบพงษ์ อุณรัตน์ และ นายณรงค สุทธิรักษ์ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการ

.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กล่าวถึงปรากฏการณ์คอลเซ็นเตอร์ในปัจจุบันว่ามีวิวัฒนาการหรือพัฒนาที่เริ่มต้นมาจากข่าวลือ-ข่าวลวง เนื่องจากในยุคนี้ประชาชนทั่วไปนิยมรับข้อมูลข่าวสารผ่านโทรศัพท์มือถือ และมีผู้คนมากมายที่เข้าถึงตัวผู้มีโทรศัพท์มือถือได้ง่าย ซึ่งหมายความว่า
ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ “ได้สิทธิ์” ในการถูกหลอกลวงจากคอลเซ็นเตอร์ทุกคน

“ถ้าถามว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้หมายเลขโทรศัพท์มือถือของประชาชนไปได้อย่างไร หรือได้มาจากที่ไหน ตรงนี้ตอบไม่ได้ แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าองค์กรหรือหน่วยงานที่มีฐานข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์มือถือมากที่สุดคือผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและ กสทช. รวมทั้งสถาบันการเงิน ดังนั้นผู้ที่น่าจะตอบคำถามได้ดีที่สุดก็ควรจะเป็น กสทช. หรือเปล่า”

.ส.สุภิญญากล่าวต่อไปว่า แม้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมปราบปรามมาอย่าง
ต่อเนื่อง แต่การหลอกลวงในลักษณะนี้ก็ยังคงเกิดขึ้น ดังนั้นนอกจากการปราบปรามของภาครัฐแล้ว
ประชาชนผู้ที่มีโทรศัพท์มือถือ ก็ควรป้องกันตัวเองโดยเฉพาะการใช้ตัวช่วยกรองข่าวลือ ข่าวลวง ที่มีอยู่ในปัจจุบัน โคแฟค(Cofact)ซึ่งเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีของภาคพลเมือง(Civic Tech) กับงานเชิงข่าวด้านวารสารศาสตร์(Journalism) โดยมีกองบรรณาธิการร่วมกับอาสาสมัครในการ
กรองข่าวและเปิดพื้นที่ให้ทุกคนสมารถร่วมแลกเปลี่ยนโต้แย้งข้อเท็จจริงและความเห็น อีกทั้งยังมี Chatbot หรือโปรแกรมการพูดคุยอัตโนมัติที่เปิดให้ทุกคนเข้าไปส่งข่าวให้กับทีมได้ทำการ
กลั่นกรองนำออกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์และสื่อมวลชน นอกจากนี้ ก็ยังมีแอพพลิเคชั่น
ที่มีชื่อว่า “Whoscall” ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย “Start up” ของไต้หวัน ที่สามารถตรวจสอบได้ว่าหมายเลขโทรศัพท์ที่โทรเข้ามานั้นเป็นมิจฉาชีพหรือไม่อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการให้ความรู้เท่าทันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในห้วงระหว่างวันที่ ๒๘ มี.ค. –
๒ พ.ค.นี้ โคแฟค ร่วมกับ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ รวมทั้งภาคีเครือข่าย และ “Whoscall”
จัดให้เป็นสัปดาห์เวทีเสวนาออนไลน์

วันที่ ๒๘ มี.ค.  จะเป็นการเสวนาในประเด็น “รับมือมิจฉาชีพในยุค ๕G ถึงเวลาวาระแห่งชาติ”

วันที่ ๓๐ มี.ค. สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จะพูดถึง “บทบาทของอัลกอริทึมกับการ
เข้าถึงข้อเท็จจริง”

และ วันที่ ๒ เม.ย. ซึ่งเป็นวัน “International fact checking day” หรือวันตรวจสอบข่าวลวงโลก (หลังวันเมษาหน้าโง่ : April fool day หนึ่งวัน) ก็จะมีการทบทวนความน่าเชื่อถือของสื่อ
รวมทั้งบทบาทการแก้ปัญหาของสื่อ

ผู้สนใจสามารถติดตามได้ทาง เพจโคแฟค, เพจไทยพีบีเอส และ เพจสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐ น. เป็นต้นไป

ด้าน .ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด
เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า
อาชญากรรมที่มาในรูปแบบของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือว่าเป็นอาชญากรรมข้ามชาติอย่างแท้จริง
เนื่องจากผู้กระทำความผิดได้ใช้ฐานปฏิบัติการนอกราชอาณาจักรไทย และคอลเซ็นเตอร์ก็ไม่ได้
เป็นเรื่องใหม่ เพียงแต่เทคโนโลยีในปัจจุบันมีการพัฒนาไปมาก โดยเฉพาะ Smart Phone และระบบ Mobile Banking รวมทั้งแอพพลิเคชั่นเพื่อการติดต่อสื่อสารและแอพพลิเคชั่น
ตกแต่งภาพ เลียนเสียง ฯลฯ
ทำให้ผู้ที่ได้รับข้อมูลไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นข้อมูลที่แท้จริงหรือเป็นภาพจริง เป็นเสียงจริงหรือไม่ นอกจากนี้วิธีการ “ทำให้กลัว” หรือ “ทำให้ตกใจ” ก็ยังคงเป็นวิธีการที่มิจฉาชีพในกลุ่มนี้ใช้อยู่ และค่อนข้างได้ผล

“จุดอ่อนของเหยื่อที่ทุกวันนี้ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังใช้อยู่และค่อนข้างได้ผล คือทำให้เกิดความกลัว หรือตกใจ โดยจะมี Dialog หรือบทพูดตอบโต้ต่าง ๆ รวมทั้งการปลอมแปลงเอกสาร ที่ปัจจุบันพัฒนาไปไกลถึงขั้นปลอมหมายเรียกและปลอมเว็บไซต์ศาลกันแล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำให้เหยื่อตกใจ เพราะเมื่อเหยื่อตกใจก็จะยอมโอนเงิน และเมื่อเงินเข้าบัญชีมิจฉาชีพแล้ว โอกาสที่จะได้คืนนั้นค่อนข้างยาก แต่เจ้าของบัญชีที่รับโอน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นบัญชีม้าและผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีม้าที่ว่า ก็จะมีความผิดตามกฎหมาย”

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่มีคนไทยที่ไปทำงานให้กับ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้านว่า ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยที่สมัครงานผ่านเว็บไซต์ และจะถูกส่งออกไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเมื่อไปถึงก็จะถูกหว่านล้อมด้วยค่าตอบแทนที่สูง จึงเกิดคำถามว่า คนกลุ่มนี้ถูกบังคับให้ทำงาน หรือทำงานด้วยความสมัครใจ

อย่างไรก็ตามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอแนะนำประชาชนในการป้องกันการหลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์คือ “ไม่ตกใจ ไม่เชื่อ ไม่โอน” และขอให้ติดตามข่าวอาชญากรรมออนไลน์ เหมือนกับการติดตามข่าวอาชญากรรม เนื่องจากการรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร และการรู้เท่าทันสื่อ เปรียบเสมือนการฉีกวัคซีนป้องกันโควิด-๑๙

นายประพงษ์ แหลมแจง ผู้สื่อข่าวเฉพาะกิจแผนกอาชญากรรม น.ส.พ.เดลินิวส์ กล่าวว่า อาชญากรรมในลักษณะนี้ เกิดขึ้นก่อนปี ๒๕๖๐ และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเดินทางออกไปทลายและจับกุมหลายครั้ง จากนั้นก็เงียบหายไปกระทั่งเริ่มระบาดอีกครั้งหนึ่งในช่วงโควิด-๑๙ ด้วยวิธีการเดิม ๆ คือ ทำให้เหยื่อกลัวและพัฒนาเนื้อหาที่ใช้หลอกลวงไปตามสถานการณ์ เพื่อไม่ให้ซ้ำกับเรื่องที่เคยใช้ไปแล้ว เหมือนกับศิลปินตลกที่ต้อง “หามุกใหม่” อยู่ตลอดเวลา

“ฐานปฏิบัติการในประเทศเพื่อนบ้าน ก็ไม่ได้เน้นเฉพาะกัมพูชา เพราะเมื่อปี ๒๕๖๑ ในยุคที่
พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เป็น ผบ.ตร. ในปีนั้นตำรวจไทยออกกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์
๑๑ ครั้ง ใน ๙ ประเทศ ไม่เฉพาะที่กัมพูชา เช่น มาเลย์ ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และดูไบ ฯลฯ”

นายประพงษ์กล่าวต่อไปว่า การตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ได้หมายความว่าเกิดจากการรับโทรศัพท์ แต่เกิดจากความกลัวและการขาดสติของผู้รับโทรศัพท์ ดังนั้นถ้าผู้รับโทรศัพท์ขาดสติ หรือเกิดความกลัวกับคำหลอกลวงก็จะเป็นเหยื่อทันที ขณะที่หน่วยงานราชการที่แม้ว่าทุกวันนี้จะดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง แต่การให้ความรู้แก่ประชาชนก็เป็นเรื่องจำเป็น และจำเป็นมากกว่าการผลิต CD เพลงออกมาแจกจ่าย

ด้าน ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ กรรมการกิตติมศักดิ์หอการค้าไทย, ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี แสดงความเห็นกับ “เพชรภูมิ” ว่า วิธีการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งคลิปทั้งเสียงชวนเชื่อ ถ้ารับโทรศัพท์แล้วรู้ว่าเป็นเทปบันทึกหรือเสียงสนทนาของคนในแก๊งนี้ ก็อย่าพูดต่อ ปิดโทรศัพท์ทันทีเพื่อไม่ให้เสียเวลาและเสียอารมณ์
ถ้าพวกนี้อ้างว่าโทรมาจากสถานีตำรวจก็ต้องคิดให้ได้ว่าไม่มีตำรวจคนไหนที่แจ้งข้อกล่าวหาทางโทรศัพท์ นอกจากมีหมายเรียกมาถึงเราและเชิญตัวไปที่สถานีตำรวจ บางสายก็โทรมาแจ้งว่าเราลืมสมุดธนาคารไว้ที่นั่นที่นี่ แล้วให้เราแจ้งข้อมูลส่วนตัวตามที่มันต้องการ ก็อย่าไป
หลงเชื่อเป็นอันขาด ส่วนใหญ่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อล้วนอยากจะรู้ว่าจริงหรือเปล่า จึงตอบคำถามไปเรื่อยตามที่พวกนี้ต้องการ เมื่อบอกข้อมูลไปหมด ก็มีโอกาสหมดตัวได้เช่นกัน.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!