รัฐนาวา ‘บิ๊กตู่’ ในภาวะปริ่มน้ำ โอกาส ‘ยุบสภา’ เป็นไปได้สูง

รัฐนาวา ‘บิ๊กตู่’ ในภาวะปริ่มน้ำ โอกาส ‘ยุบสภา’ เป็นไปได้สูง

เลือกตั้งด้วยบัตร ๒ ใบพรรคใหญ่เดินเกมช่วงชิงความได้เปรียบ

การเมืองไทยในห้วงเวลานี้ ทุกสายตามองไปยังเรือแป๊ะที่มี “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำรัฐนาวา ที่นาวาลำนี้กำลังอยู่ในสภาพเรือปริ่มน้ำ และการแตกแยกครั้งใหญ่ภายในพรรคพลังประชารัฐที่อยู่ในภาวะ “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน” ขณะเดียวกันพลพรรคฝ่ายค้านก็พยายามทุกวิถีทางกดดันให้ “บิ๊กตู่” ยุบสภาหรือลาออก พรรคการเมืองใหญ่บางพรรคกำลังช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองที่จะมีการเลือกตั้งด้วยบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ รวมถึงการรอจังหวะช่วงชิงนักการเมืองตัวเด่นเข้าสังกัดพรรค เพื่อจัดวางตัวลงสนามเลือกตั้ง ส.ส.ในคราวหน้า

            “นายกฯหมี” นายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ อดีตนายก อบต.บ้านหม้อ อ.เมือง จ.เพชรบุรี อดีตประธาน อบต.จังหวัดเพชรบุรี ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคพลังท้องถิ่นไท ให้เกียรติแสดงทัศนะที่มีต่อสถานการณ์ของบ้านเมืองในเวลานี้ 

——————————-

“….ถ้าจะมองการเมืองไทยวันนี้ ในส่วนของซีกรัฐบาลก็ต้องแยกออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกสถานะพรรคร่วมรัฐบาลที่มีอยู่หลายพรรค กับส่วนที่สองสถานะของฝ่ายบริหารที่นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาในฐานะที่ท่านเป็นผู้บริหารประเทศ

ขณะนี้สภาพการทำงานระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลในรูป“คณะรัฐมนตรี” มันก็มีประเด็นที่ไปด้วยกันไม่ได้ในหลายประเด็น โดยเฉพาะในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน และพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคกับตัวท่านนายกรัฐมนตรี

ถ้าติดตามข่าวการเมืองในช่วงนี้จะพบว่ามีอุปสรรคต่าง ๆ ที่พรรคร่วมไม่ลงรอยกัน อย่างเช่นมติเกี่ยวกับเรื่องรถไฟฟ้า รวมไปถึงเรื่องของการเมืองซึ่งมีมิติหนึ่งที่น่านใจคือการที่จะต้องดูแล ส.ส.ในซีกฝ่ายบริหารในทางลับคือต้องดูแล ส.ส.ด้วยกันเองด้วยในแต่ละพรรคหรือต่างพรรค เช่น เมื่อขอความร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทย ปรากฏว่าเรื่องนี้ก็ไม่ได้ เรื่องนั้นก็ไม่ได้ พรรคร่วมพรรคหนึ่งไปขอความช่วยเหลืออีกพรรคหนึ่งที่ดูแลกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ เมื่อต่างคนไม่ตอบสนองซึ่งกันและกัน อันนี้คือประเด็นที่อาจทำให้อายุของรัฐบาลเริ่มสั้นลง จะเป็นตัวเร่งของการล้างไพ่

            การล้างไพ่ก็มองได้เป็น ๒ อย่าง คือการ“ยุบสภา”เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ หรือเป็นเรื่องของการ“ปรับ ครม.”

แต่สถานการณ์ตอนนี้ชี้ให้เห็นว่าฝ่ายที่เสียประโยชน์มากที่สุดคือ“ประชาชน”ในการที่จะได้รับการตอบสนองจากนโยบายของรัฐในแต่ละกระทรวงทบวงกรม เพราะความขัดแย้งกันเองของนักการเมือง

ส่วนตัวเร่งตัวที่สองก็เป็นเรื่องของสภาผู้แทนราษฎร คิดว่าในสภาฯเสียงข้างมากของรัฐบาลในเวลานี้อยู่ในภาวะปริ่มน้ำเต็มที ทุกอย่างเป็นเรื่องต่อรองหมดเลย รวมถึงพรรคเล็กก็พยายามรวมตัวกันเพื่อต่อรอง ต่อรองตำแหน่ง ต่อรองผลประโยชน์ แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ซึ่งข้อเท็จจริงมันถูกซ่อนไว้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันจึงกระทบไปถึงตัวนายกฯ

สภาผู้แทนราษฎรจะเปิดสมัยประชุมในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งเปิดสภาในเดือนพฤษภาคมก็จะมีเรื่องของ พ.ร.บ.งบประมาณเข้าไปให้พิจารณา ถือเป็นกฎหมายสำคัญ เชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะบางพรรคจะมีข้อต่อรองกันแบบสุด ๆ จะวัดกำลังกันตอนนั้น

ถ้า พ.ร.บ.งบประมาณไม่ผ่าน นายกฯก็ต้องลาออก ต้องสรรหานายกฯกันใหม่จึงมองได้ว่าสถานการณ์การเมืองตอนนี้ในสภามันกำลังถูกแลกกันด้วยผลประโยชน์

            เปิดสภาช่วงนั้นฝ่ายค้านก็จะมีการ“ขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ”โดยการลงมติ ก็จะมีการต่อรองกันอีกในช่วงนั้น ถ้าต่อรองสำเร็จ นายกฯก็อยู่ต่อ การต่อรองคราวนี้ก็วนกลับไปที่เดิมอีกคือความขัดแย้งใน ครม.ด้วยกัน ตกลงกันได้ก็ไม่มีปัญหา ตกลงกันไม่ได้ก็มีปัญหา

            พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังอยู่ในภาวะประคับประคองรัฐนาวาให้อยู่รอด เพื่อให้ถึงไทม์ไลน์ที่เขาวางไว้แล้วว่าปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าจะไปสู่การ“ยุบสภา” เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่

ถ้าถามว่าก่อนครบเทอมของรัฐบาลนี้จะมีการยุบสภาเกิดขึ้นไหม ตอบได้ว่ามีแน่นอน แต่จะเกิดช่วงไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

            การเลือกตั้งเที่ยวหน้าทุกพรรคก็จะดึงคนที่อยู่ในความสนใจของประชาชนเข้าสู่พรรคของตัวเองเพื่อเป็นตัวแทนพรรคลงเลือกตั้ง บางคนขณะนี้ยังอยู่ในพรรคเดิม แต่ใจไปอยู่พรรคอื่นเรียบร้อยแล้ว ถ้าไม่มีการยุบสภา มันก็จะต้องไปสู่เงื่อนไขการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ๙๐ วัน แต่ถ้ายุบมันก็ไม่ต้องใช้หลักเกณฑ์นี้

            รัฐบาลตอนนี้อยู่ในสถานการณ์ปริ่มน้ำ ถามว่าไปรอดไหม ก็คงจะไปรอด แต่จะไปรอดแบบประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

กรณีบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบที่ผ่านสภาไปแล้วมีความหมายต่อการเลือกตั้งสมัยหน้ามาก เพราะเป็นเรื่องของการวัดความสามารถของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และมันก็จะทำให้การบริหารงานง่ายขึ้น เพราะหลังเลือกตั้งจะไม่มีพรรคการเมืองจำนวนมากเหมือนปัจจุบัน คือไม่เป็นพรรคเบี้ยหัวแตก

            คำถามทุกวันนี้มีมาตลอดว่าการเลือกตั้งแบบบัตร ๒ ใบ ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร ซึ่งจริง ๆ แล้วประชาชนไม่ได้ประโยชน์ รูปแบบนี้คือการทำให้พรรคการเมืองที่แข็งแรงที่สุดได้รับชัยชนะ หรือถืออำนาจรัฐอยู่ขณะก่อนที่มีการเลือกตั้งประสบความสำเร็จได้รับชัยชนะพรรคการเมืองวันนี้ที่ยังเหลืออยู่และยังมีแนวทางสนับสนุนการมีบัตร ๒ ใบ มีไม่ถึง ๑๐ พรรค ซึ่งมันมีการจัดหมวดหมู่ของกลุ่มคนไว้เรียบร้อยเกือบเสร็จแล้ว พรรคแต่ละพรรคจัดคนไว้แล้ว มันอยู่ในภาวการณ์ของการแย่งคนลงสมัครในคราวหน้า

            เมื่อมีการเลือกตั้งด้วยบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ผู้ที่จะลง ส.ส.ในเขตเลือกตั้ง จะมีความสำคัญมาก ทุกพรรคตอนนี้สู้กันด้วยการส่งผู้สมัครที่มีความสามารถมากที่สุดสำหรับเขต และคะแนนพรรคก็ว่ากันไปอีกระบบหนึ่ง เขตไหนไม่ส่งผู้สมัครก็ได้ไม่มีปัญหา แต่ต้องพยายามวางคนเพื่อให้ได้คะแนนพรรคในบัตรเลือกตั้งที่เลือกพรรค

            ตอนนี้แย่งชิงตัวเด่น ๆ กันมาก นักการเมืองตัวเต็งบางคนไปปรากฏชื่อว่าจะอยู่กับพรรคนั้นพรรคนี้ถึง ๒ – ๓ พรรคก็ยังมี ดึงตัว แย่งชิงตัวกันอุตลุด พรรคจะมีคนเดินสายลงพื้นที่เข้มข้น เคลื่อนไหวคึกคักมาก

            ผมไปต่างจังหวัดในช่วงนี้เห็นป้ายผู้ที่จะลงสมัคร ส.ส.แสดงตัวกันเต็มไปหมดแล้ว โดยเฉพาะภาคใต้ ภาคอิสาน เห็นกันหนาตาแล้ว แต่เพชรบุรีบ้านเรายังไม่เห็น

            การเปิดตัวของผู้จะลงสมัครขณะนี้มี ๒ แบบ คือเปิดตัวเลยว่าจะลงพรรคนี้พรรคนั้นชัดเจนไปเลย อีกแบบหนึ่งก็คือเปิดตัวแต่ยังไม่บอกชัดเจนว่าจะลงสังกัดพรรคอะไร ขึ้นคัตเอาท์มีรูป มีสโลแกน แต่ยังไม่มีให้เห็นว่าสังกัดพรรคไหน ผมไปภาคใต้มาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เห็นป้ายผู้ประกาศตัวลงสมัครขึ้นคัตเอาท์ใหญ่เต็มไปหมด ส่วนใหญ่ยังไม่บอกว่าอยู่พรรคไหน  

            ผมยังเชื่อว่าเลือกตั้งครั้งหน้า “เงิน”จะนำการเลือกตั้ง จะมีการใช้เงินกันหนักกว่าที่ผ่านมา เพราะการเลือกตั้งแบบบัตร ๒ ใบ จะต้องชิงตัวผู้สมัครแบบเขตเลือกตั้งที่เป็นตัวเต็งให้ได้ เพราะนอกจากได้ตัว ส.ส.เขตแล้ว คะแนนพรรคก็จะตามมาด้วย เพราะถ้าคะแนนพรรคมากก็ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ(ปาร์ตี้ลิสต์)มากขึ้นตามสัดส่วนด้วย พรรคใหญ่ที่หวัง ส.ส.เขตด้วย ปาร์ตี้ลิสต์ด้วย ก็จะไม่ส่งคนโนเนมลงสนามแน่

            วันนี้ถ้าคุณเป็นคนดี คนเก่ง บวกกับมีเงิน ก็อยู่ในเป้าหมายที่ประชาชนต้องการ แต่อีกประเภทหนึ่งคือไม่เก่ง แต่เงินเยอะ ก็มีโอกาสเหมือนกัน ถ้าเก่งแต่ไม่มีเงิน ก็สู้ในสนามเลือกตั้งลำบาก ผมยังคิดว่าเวลาเลือก อยากให้ใช้ดุจพินิจในการเลือกคนเก่งเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชน โดยไม่คำนึงถึงว่าเขาจะมีเงินหรือไม่ ถ้าเงินนำการเลือกตั้งทั้งระบบ ก็จะนำพาให้บ้านเมืองไปไม่รอด

            สำหรับสนามเลือกตั้งของจังหวัดเพชรบุรีครั้งหน้า ดูตัวผู้ประกาศตัวที่จะลงสมัครในขณะนี้แล้วผมว่าน่าจะไม่ถึงกับสู้กันรุนแรง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผู้สมัครหน้าเดิม ๆ ประชาชนรู้ว่าแต่ละคนมีความพร้อมในระดับไหนที่จะเป็นตัวแทน ไม่เหมือนจังหวัดที่มีการแข่งขันสูง เพชรบุรีไม่จัดว่าอยู่ในจังหวัดที่มีการแข่งขันสูง

            ถามกันมากว่า “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเดินหน้าทางการเมืองต่อไปหรือไม่ หรือท่านจะวางมือผมคิดว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัว พล.อ.ประยุทธ์เพียงคนเดียว เพราะการมาของท่านเป็นไปในรูปของกลุ่มก้อน มีเป้าหมายการเมืองที่มีมากกว่าการเข้ามาบริหารประเทศ

ท่านมีเป้าหมายในเรื่องของการเข้ามาจัดระบบประเทศ เข้ามาปกป้องสถาบัน องค์ประกอบมีหลายอย่าง บางทีใจท่านอาจไม่อยากจะเป็นอีกแล้วก็ได้ แต่กลุ่มก้อนที่รายรอบตัวท่านยังมองว่าไม่มีใครที่เหมาะสมมากกว่าท่านในห้วงเวลานี้ก็เป็นได้

            การเมืองทั้งในและนอกสภานับจากวันนี้เป็นต้นไป ก็อาจจะมีส่วนทำให้เกิดความวุ่นวายในช่วงก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า มีต่อรองกันหลายเรื่อง ไม่ว่าเรื่องการปรับ ครม. อยากได้ในสิ่งที่อยากจะได้ ถ้านายกฯอยู่รอดได้จนถึงต้นปีหน้า ก็คงอยู่บนพื้นฐานของการอยู่รอดได้ด้วยการแลกข้อต่อรอง ก็ขอให้จับตาดูกันต่อไปครับ…

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!