รัสเซีย-ยูเครน

ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ กรรมการกิตติมศักดิ์หอการค้าไทย อดีตประธานหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี ให้สัมภาษณ์ “เพชรภูมิ” ถึงสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหพันธรัฐรัสเซียและประเทศยูเครน ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 สัปดาห์ ว่าความเคลื่อนไหวของทั้ง 2 ประเทศในขณะนี้บางครั้งดูเหมือนจะมีข่าวดีแต่ก็ยังดำรงความเป็นข่าวร้ายอยู่เรื่อย ๆ จนนักวิเคราะห์ไม่แน่ใจว่าทั้ง 2 ประเทศจะคุยกันรู้เรื่องหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกรวมไปถึงเศรษฐกิจไทยอย่างช่วยไม่ได้

                “เศรษฐกิจของนานาประเทศทั่วโลกเชื่อมโยงกันหมดไม่ว่าใครจะอยู่ใกล้หรือไกล เหตุผลทางการเมืองก็ว่ากันไปแต่ความหายนะทางเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นไฟมหาประลัยที่กำลังเผาผลาญเศรษฐกิจโลกและส่งผลกระทบต่อทุกประเทศไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ขณะนี้อยู่ในภาวะความกดดันและความคาดหวังของผู้คนโดยเฉพาะข่าวลวงข่าวลือว่อนอินเทอร์เน็ตไปหมด”

                ว่าที่ ร.อ.จิตร์กล่าวต่อไปว่า สหพันธรัฐรัสเซียครอบครองทรัพยากรถึง 1 ใน 3 ของโลก  ขณะที่ยูเครนเป็นแหล่งผลิตอาหารใหญ่ของโลก รัสเซียถือได้ว่าเป็นอภิมหาอำนาจโลกด้านพลังงาน สามารถผลิตน้ำมันดิบได้วันละราว 10-11 ล้านบาร์เรลเป็นอันดับสองรองจากซาอุดิอาราเบีย  เป็นแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติใหญ่สุดของโลก ส่งก๊าซธรรมชาติไปให้ยุโรปถึง 33 % และส่งถ่านหินให้ยุโรปถึง 47 % ของการนำเข้าของยุโรป การที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียทำให้หลายประเทศในยุโรปอ้อมแอ้มที่จะเล่นด้วยกับสหรัฐอเมริกา

                “ต้องคิดดูว่าด้านอาหาร ข้าวสาลีซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอาหารโลก ทั้งรัสเซียและยูเครนรวมกัน
ผลิตข้าวสาลีถึง 1 ใน 4 ของโลก ยูเครนส่งออกน้ำมันทานตะวันเกือบ 50 % ของโลก  ปัจจัยหลักทั้ง 2 ชนิด ล้วนเป็นส่วนประกอบในการผลิตอาหารโลก  เฉพาะตุรกี และอียิปต์นำเข้าข้าวสาลีจากรัสเซียและยูเครนถึง 70 % ของการนำเข้าทั้งหมด  แม้จะพยายามเปลี่ยนนำเข้าจากที่อื่นแต่รัสเซียส่งออกวัตถุดิบในการทำปุ๋ยที่ได้จากก๊าซธรรมชาติกว่า 50 ล้านตันหรือ 13 % อย่างนี้จะไม่กระทบภาคเกษตรทั่วโลกได้อย่างไร”

                ว่าที่ ร.อ.จิตร์ยังกล่าวอีกว่า ด้านภาคการขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพงทำให้สถานการณ์หลัง
โควิดที่ทำท่าจะฟื้นตัวยิ่งเลวร้ายลงไปอีก ในภาคการผลิตรัสเซียและยูเครนเป็นแหล่งผลิตและส่งออกแร่สำคัญในการทำเซมิคอนดักเตอร์หรือชิป เช่น นิกเกิล ทองแดง นีออน แพลเลเดียมและแพลตตินั่ม ยิ่งทำให้สถานการณ์แร่หายากในการทำชิปขาดแคลนซ้ำส่งผลต่ออุตสาหกรรมยุคปัจจุบันที่จำเป็นต้องใช้ เช่น รถยนต์ เป็นต้น อุตสาหกรรมการบิน เช่น โบอิ้งและแอร์บัสก็ต้องพึ่งไทเทเนียมที่นำเข้าจากรัสเซีย แม้จะมีแหล่งทดแทนอื่นก็ลำบากส่งผลให้สินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ขยับราคาจนนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อถ้วนหน้า

                ด้านผลกระทบที่จะมีต่อประเทศไทย ว่าที่ ร.อ.จิตร์ เห็นว่าแม้จะอยู่ห่างไกลกันรัสเซียเป็นคู่ค้าลำดับที่ 30 ของไทย แต่ราคาพลังงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือถ่านหินตลอดจนก๊าซซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตหลายอย่างมีแนวโน้มสูงขึ้น ในบางจังหวะที่คนแตกตื่นราคาน้ำมันเคยพุ่งกว่า 140 เหรียญต่อบาร์เรลมาแล้ว พอจิตใจสงบก็ตกลงมาต่ำกว่า 110 เหรียญต่อบาร์เรลแต่ก็ยังแขวนสูงเป็นตัวบอกว่าหากสถานการณ์ยังไม่สงบราคาพลังงานแพงอาจส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า ภาคขนส่ง และการซื้อรถยนต์ การขาดแคลนข้าวสาลีอาจจะทำให้ราคาบะหมี่สำเร็จรูปของคนจนขึ้นราคาเพราะต้นทุนผลักเนื่องจากเป็นวัตถุดิบหลัก คนไทยอาจจะไม่รู้ว่าผลกระทบของการส่งออกอันหนึ่งคือทัวร์รัสเซียซึ่งเคยเข้าสูงสุดปี 2016 ถึงกว่า 1.7 ล้านคนทำเอายาอม ยาดม ยาหม่อง ฯลฯ ของไทยขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และเอสเอ็มอี.ไทยส่งออกไปขายรัสเซียมากจะถูกผลกระทบรุนแรง ราคาปุ๋ย ราคาอาหารสัตว์ในภาคเกษตรก็จะถูกผลกระทบจากส่วนนี้ทำให้ต้นทุนขึ้นจนอาจจะต้องปรับราคาส่งผลกระทบต่ออาหารการกินของคนระดับล่าง  ส่วนนี้รัฐคงต้องเตรียมช่วยเรื่องปุ๋ยของเกษตรกรด้วย  จะเอาแต่บังคับราคาขณะที่ต้นทุนขึ้นคงจะลำบากและทำให้ของขาดตลาดได้

                “หลังโควิด-19 คิดว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัว แต่กลับต้องมาเจอสถานการณ์วิกฤติรัสเซีย-ยูเครนงวดนี้ ไม่เพียงแต่จะเผาเศรษฐกิจโลกแต่กำลังจะลามมาลุกไหม้เผาเศรษฐกิจไทยอย่างช่วยไม่ได้จริง ๆ เพราะเราอยู่ในสังคมโลก หวังอาศัยการเจรจาทางการทูต หากสำเร็จโลกก็จะกลับมาสู่สันติสุขอีกครั้ง ยามนี้เราต้องพึ่งพาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางออกและดำรงสถานะความอยู่รอดสำหรับคนไทยทุกคน” ว่าที่ ร.อ.จิตร์กล่าว.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!