วิกฤติสงครามรัสเซีย VS ยูเครน

อาจเป็นหายนะรอบใหม่ของโลก        

หลังจากภัยพิบัติต่อเศรษฐกิจโลกของโรคระบาดไวรัสโควิด-๑๙ เริ่มเบาบางลงความหวังของมนุษยชาติที่จะได้พบกับแสงสว่างแห่งการฟื้นตัวของการค้าและการลงทุน กลับเกิดสถานการณ์ตึงเครียดและก่อตัวกลายเป็นสงครามระหว่างรัฐครั้งใหญ่สุดในยุโรปหลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ คือการเตรียมกำลังพลของรัสเซียตามตะเข็บชายแดนเพื่อซ้อมรบและกลายเป็นเคลื่อนเข้าแผ่นดินของยูเครนซึ่งอดีตเคยเป็นกลุ่มสนธิสัญญาวอร์ซอร์และอยู่ภายใต้การปกครองของรัสเซียยุคสหภาพโซเวียตเมื่อครั้งสงครามเย็นเฟื่องฟู 

ชาวยูเครนไม่ชอบการอยู่ใต้การปกครองของรัสเซียพยายามแยกเป็นอิสระเห็นได้จากเมื่อครั้งเลือกตั้งได้ประธานาธิบดีคนที่ ๔ ชื่อ ยานูโควิช  ที่เอียงไปทางรัสเซีย ชาวยูเครนออกมาประท้วงรัฐบาลได้ใช้กำลังปราบปรามมีผู้สังเวยชีวิตไปกว่า ๑ หมื่นคนและผู้นำคนนี้ต้องลี้ภัยไปรัสเซียรู้จักกันดีในชื่อ“ปฏิวัติสีส้ม”

ผู้นำคนปัจจุบันคือ โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี เอียงมาทางตะวันตกซึ่งประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซียไม่ค่อยชอบนัก ที่ตั้งของยูเครน
เป็นเสมือนประตูเชื่อมระหว่างรัสเซียกับยุโรป หาก“นาโต้” สร้างอิทธิพลได้ย่อมเป็นภัยคุกคามต่อรัสเซีย

ในสมัยประธานาธิบดีจอร์จบุชของสหรัฐฯ เคยกล่าวในที่ประชุม
นาโต้ว่าจะเชิญ ๒ ประเทศ คือ จอร์เจีย และ ยูเครน เข้านาโต้ จึงเป็นที่มา
ของการที่รัสเซียบุกจอร์เจียและอาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่จะต้องยึดยูเครนเพื่อสกัดอิทธิพลของตะวันตกซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา  เริ่มจากการบุกยึด
คาบสมุทรไครเมียของยูเครนเมื่อปี ๒๐๑๔

สำหรับไครเมียนั้นเป็นที่ตั้งฐานทัพเรือใหญ่ของรัสเซียที่เมืองเซวาสโตโพล
และผู้ที่ยกไครเมียให้อยู่ในความปกครองของยูเครนก็คือ นายครุสชอฟ
อดีตประธานาธิบดีของสหภาพโซเวียตในอดีตซึ่งเป็นชาวยูเครน ความสำคัญของยูเครนคือเป็นแหล่งปลูกข้าวสาลีที่ใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลกราว ๑๒ % ของปริมาณข้าวสาลีโลก และปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ๑๖ % ของโลก

สำหรับแคว้นดอนบาสทางตะวันออกของยูเครนมี ๒ เมืองสำคัญ คือ โดเน็ตส์ และ ลูฮันส์ ซึ่งมีปัญหาในการปกครองเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวรัสเซียต้องการอยู่กับรัสเซีย  และรัสเซียสนับสนุนกลุ่มกบฏจนเกิดการขอแยกตัวรัสเซียรับรองพร้อมส่งทหารเข้าไปยังพื้นที่ดังกล่าวอ้างว่าเพื่อรักษาสันติภาพ  

แรก ๆ ก็ดูการรบน่าจะจำกัดอยู่แค่แคว้นนี้ แต่ต่อมาปูตินได้ยื่นคำขาดให้กับยูเครน ๓ ข้อ คือ ๑. ต้องรับรองว่าคาบสมุทรไครเมียที่รัสเซียยึดมาแล้วเป็นของรัสเซียไม่ใช่ยูเครน ๒. ยูเครนต้องไม่เข้านาโต้  ๓. ยูเครนต้องลด
อิทธิพลทางทหารลง พูดง่าย ๆ คือยอมศิโรราบไม่คิดจะสู้ 

ซึ่งแน่นอนยูเครนไม่ยอมและเรียกร้องให้กลุ่มนาโต้นำโดยสหรัฐฯเข้ามาช่วย แต่นาโต้ยังไม่กล้าส่งกำลังทหารเข้าไปเพราะยูเครนไม่ใช่สมาชิกนาโต้  เมื่อพูดกันดี ๆ ผู้นำยูเครนไม่ฟัง  ปูตินเลยขออนุมัติสภารัสเซียปฏิบัติการทางทหารนอกประเทศ จึงเป็นที่มาของการบุกเข้ายึดจุดสำคัญ ๆ ทางทหารในยูเครนไม่น้อยกว่า ๒๐ จุดเมื่อเช้าของวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ทำเอาเศรษฐกิจโลกปั่นป่วน ตลาดหุ้นตกระเนระนาดก่อนจะค่อย ๆ หายตกใจกลับมาฟื้นตัวเล็ก ๆ และทำเอาราคาทองคำแท่งพุ่งไปเกินบาทละ ๓ หมื่นบาทเป็นประวัติการณ์

แม้ว่านักวิเคราะห์จะพยายามมองในแง่ดีว่าคงไม่ขยายเป็นสงครามโลกครั้งที่ ๓ แต่การบุกยูเครนของรัสเซียไม่มีอะไรประกันได้ว่าจะไม่ไปต่อที่จะยึดประเทศที่เคยอยู่ในอาณัติของรัสเซีย เช่น โปแลนด์ ลัตเวีย ลิธัวเนีย ฯลฯ กลับมาเป็นของรัสเซียอีก 

ถ้าจบแค่ยูเครนก็ต้องดูว่ากลุ่มตะวันตกจะทำอย่างไรเพราะนาโต้อาจใช้กำลังตามมาตรา ๔ ได้  และหากรบกันแม้จะจำกัดพื้นที่  แน่นอนหายนะทางเศรษฐกิจของโลกที่เพิ่งจะฟื้นจากภัยโรคระบาดจะกลับมารุนแรงอีกครั้ง
โดยเฉพาะพลังงาน  เพราะรัสเซียผลิตน้ำมันได้อันดับต้น ๆ ของโลก คือ
วันละ ๑๐ ล้านบาร์เรล  และก๊าซธรรมชาติที่ส่งไปเลี้ยงยุโรปถึง ๓๕ %โดยเฉพาะเยอรมันที่กำลังเลิกผลิตกระแสไฟฟ้าจากนิวเคลียร์เปลี่ยนมาใช้ก๊าซแทนผ่านท่อ นอร์ทสตรีม ๑ และ ๒ ที่เชื่อมมาจากรัสเซีย 

ขณะเดียวกันปุ๋ยในภาคเกษตรที่ได้จากการผลิตก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียจะขยับราคาส่งผลกระทบต่ออาหารเกษตรโลก  แต่ถ้ามองในแง่เป็นประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ สหรัฐซึ่งกำลังจะลดคิวอี (พิมพ์แบงค์) อาจจะต้องกลับมาพิมพ์เพิ่มเพื่อลดความผันผวนทางเศรษฐกิจของสหรัฐเองและอาจจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยโหด ๆ ออกไปอีกระยะหนึ่งเพื่อพยุงเศรษฐกิจก็ได้ 

สำหรับประเทศไทยจะกระทบในเรื่องของพลังงานที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นและเป็นปัญหาสำหรับรัฐบาลที่จะต้องหาเงินมาพยุงราคาน้ำมันซึ่งปัจจุบันรัฐบาลไทยเองก็กระเป๋าแฟบอยู่แล้ว

มองเห็นลางหายนะเศรษฐกิจโลกที่กำลังคืบคลานมาแทนไวรัสและจะทำให้ประเทศเล็กประเทศน้อยโดยเฉพาะคนชั้นล่างเดือดร้อนกันอีกรอบโดยเฉพาะหากการเจรจาบนโต๊ะเอาไม่อยู่และสงครามขยายตัวออกไป  ก็ได้แต่ภาวนาของทางการทูตเขาคุยกันรู้เรื่องในภาษาดอกไม้ไม่ใช่ภาษาเดียวกัน คือภาษามหาอำนาจ  ที่เอาแต่เบ่งกล้ามใส่กันแบบนี้.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!