สวัสดี “โอมิครอน”

การระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-๑๙ สายพันธุ์ “โอมิครอน”
หลังปีใหม่ที่ผ่านมาแนวโน้มมีผู้เสียชีวิตน้อยลงเป็นลำดับ
ขณะเดียวกันก็ยังมีสถิติผู้ติดเชื้อรายใหม่ของสายพันธุ์นี้พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจซึ่งประเทศไทยยังพบการระบาดของสายพันธุ์
“เดลตา” และ “โอมิครอน” น่าสังเกตว่าแนวโน้มสถานการณ์ความรุนแรง
ของโรคระบาดนี้เริ่มลดลงหลังคนไทยได้รับการฉีดวัคซีนมากกว่า
๑๐๐ ล้านโดสแล้ว ผู้ป่วยอาการหนักหรือปอดอักเสบลดลงมาก
มีผู้เสียชีวิตวันละไม่ถึง ๒๐ คน และส่วนใหญ่เป็นผู้อายุสูงหรือผู้มีโรค
ประจำตัว บุคคลทั่วไปที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วเมื่อติดเชื้อก็มักจะหายจากโรคภายในไม่กี่วันหลังเข้ารับการรักษาจากแพทย์ทันท่วงที
น่าเสียดายเมื่อห้วงปลายปี ๒๕๖๔ แนวโน้มของภาวะเศรษฐกิจกำลังจะดีวันดีคืน รัฐบาลได้เตรียมประกาศผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้มีเศรษฐกิจในภาพรวมขับเคลื่อนไปได้ตามยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงการเรียนการสอนในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาก็กำลังส่งสัญญาณดีขึ้น แต่เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ สายพันธุ์ “โอมิครอน” ส่งผลกระทบไปทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง
การค้าขายพัง การท่องเที่ยวพัง การเรียนการสอน การประชุมสัมมนา
หยุดชะงักกลับไปสู่แบบออนไลน์หรือเวิร์คฟอร์มโฮมเหมือนเดิม ประกอบกับช่วงคริสต์มาส-เทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา มีการเดินทางท่องเที่ยวและเฉลิมฉลองจำนวนมาก ส่งผลให้ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อ
มากขึ้น ที่สหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อวันละไม่ต่ำกว่า ๑ ล้านคน
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค
กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แม้ขณะนี้จะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น
แต่ผู้ติดเชื้อที่มีอาการหนักและผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ตามสถานการณ์ก็ยังไว้วางใจไม่ได้ จากการทำแบบจำลองฉากทัศน์การติดโควิด โดยเฉพาะเชื้อ “โอมิครอน” หลังปีใหม่หรือช่วงไตรมาสแรกของปี ๒๕๖๕ จะพบว่าหากไม่ทำอะไรเลยก็จะมี
ผู้ติดเชื้อสูงถึง ๓ หมื่นรายต่อวันใน ๑-๒ เดือนข้างหน้า แต่หากมี
มาตรการดำเนินการเข้มงวด ทั้งเร่งการฉีดวัคซีน มาตรการ
ส่วนบุคคล มาตรการองค์กร และการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอด้วย ATK ก็จะสามารถชะลอการระบาดได้
โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ นับเป็นโรคอุบัติใหม่ แต่ส่งผล
สะเทือนไปทั่วโลก มีผู้ล้มป่วยและเสียชีวิตรวมหลายล้านคนแล้ว ห้วงการระบาด ๒ ปีที่ผ่านมา เป็นห้วงของความทุกข์ทรมานร่วมกัน
ของมนุษยชาติ สิ่งที่คาดหวังในปี ๒๕๖๕ ในเชิงวิชาการคือต้อง
ปรับระบบเตรียมพร้อมให้โควิด-๑๙ กลายเป็นโรคประจำถิ่น ประชาชนมีภูมิคุ้มกันหมู่ เพื่อให้ใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่การจะเป็นโรคประจำถิ่นต้องมีปัจจัย ๓ ประการ คือ ๑.เชื้อโรคต้องอยู่กับคน
อย่างสมดุล ไม่ทำให้คนป่วยหนักเสียชีวิต แม้จะแพร่กระจายมากขึ้น
๒.จะอยู่กับเชื้อโรคได้ต้องมีภูมิต้านทาน มีการฉีดวัคซีนกระตุ้นป้องกันเป็นระยะ และ ๓.การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น และประชาชนต้องให้ความร่วมมือตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!