‘อลงกรณ์ พลบุตร’ กับมุมมองสถานการณ์การเมืองไทย

‘ประชาธิปัตย์’ พร้อมเลือกตั้งหากสภาลากไปไม่ครบเทอม

นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีต ส.ส.เพชรบุรี, อดีต รมช.กระทรวงพาณิชย์, รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้เกียรติตอบคำสัมภาษณ์ “เพชรภูมิ” ถึงมุมมองทางการเมือง
ในฐานะที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคร่วมรัฐบาล โอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
จะยุบสภาหรือลาออกจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของพรรคร่วมรัฐบาลในเวลานี้ รวมถึง
การวางตัวผู้สมัคร ส.ส.เพชรบุรี สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งสมัยหน้า

: รัฐนาวาที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในขณะนี้ จะไปรอดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับอะไร ?

ในมุมมองของผม รัฐบาลโดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรียังคงเดินหน้าผ่านสมัยประชุมนี้ไปได้ แม้สถานการณ์จะดูตึงเครียดและทุลักทุเล เพราะเงื่อนไขการยุบสภา
ภายใต้ระบบรัฐสภายังไม่มี เนื่องจากไม่มีญัตติหรือร่างกฎหมายทางการเงินที่จะต้องลงมติในสมัยประชุมที่จะสิ้นสุดภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ส่วนการลาออกคงไม่เกิดขึ้นเมื่อพิจารณาจากท่าทีของนายกรัฐมนตรี สำหรับการพ้นจากตำแหน่งเพราะการลงมติไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมนี้ก็ผ่านพ้นไปแล้ว ผมจึงวิเคราะห์ว่าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระหว่างนี้จนกว่าจะถึงสมัยประชุมหน้าในเดือนพฤษภาคมซึ่งสถานการณ์จะต่างออกไป

: ขณะนี้มีปัญหารอบด้านถาโถมมายังรัฐบาล ในฐานะที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคร่วมรัฐนาวา ได้มีส่วนเป็นแรงหนุนเพื่อประคองรัฐนาวาลำนี้
ให้ไปตลอดรอดฝั่งอย่างไรบ้าง ?

ในมุมมองของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มองเรื่องปัญหาเสถียรภาพของรัฐบาลเท่านั้น
แต่มองถึงภาพใหญ่ (Big picture) คือปัญหาของประเทศในปัจจุบันและอนาคต เพราะเป็นเรื่องใหญ่
กว่าความเป็นรัฐบาล วันนี้ประเทศเผชิญ ๒ วิกฤติการณ์พร้อม ๆ กัน ๑.วิกฤติโควิด ๒.วิกฤติเศรษฐกิจ ผลกระทบรุนแรงรอบด้านต่อเนื่องมานานกว่า ๒ ปี ฉะนั้นปัญหาการเมืองจึงไม่ควรซ้ำเติม
สถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีก และเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์จึงต้องช่วย
ประคับประคองรัฐบาลเพื่อนำประเทศไทยฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ ๒ ปีกว่าที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์
ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชนตลอดมาและเร่งขับเคลื่อนนโยบายของพรรคและรัฐบาลพร้อมกับการร่วมรับผิดชอบในการรักษาเสียงข้างมากในสภาฯเมื่อต้องลงมติใน
ร่างกฎหมายหรือญัตติสำคัญ ๆ

 นอกจากนั้นคือการช่วยกันทำงานเพื่อประเทศของเราโดยเฉพาะในงานที่พรรครับผิดชอบ
เช่น กระทรวงพาณิชย์สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า ๘ ล้านล้านบาทด้วยอัตราการส่งออกที่เติบโตถึง ๑๗ % ในปีที่ผ่านมา เกินเป้าหมาย ๔ เท่าตัว แม้จะเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจจากผลกระทบ
ของโควิด-๑๙ โดยสินค้าเกษตรและอาหารเป็นคลัสเตอร์ที่ส่งออกเพิ่มขึ้นในลำดับต้น ๆ จากการ
ปฏิรูปภาคเกษตรโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวอย่างเช่นการส่งออกผลไม้ได้เกือบ ๒ แสนล้านบาท
สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทุเรียนอย่างเดียวส่งออกทะลุแสนล้านเป็นครั้งแรก รวมทั้งการวางรากฐานใหม่ให้กับภาคเกษตรกรรม เช่น การจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC:Agritech and Innovation Center) ในทุกจังหวัด การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (NABC:National Agriculture Big Data Center) การปฏิรูปการบริหารราชการและการบริการประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล
(Digital Transformation) การพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ ๒ ล้านไร่ หรือการปฏิรูปพืชเศรษฐกิจ ปศุสัตว์ และ
ประมงทั้งระบบ การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร การพัฒนาโลจิสติกส์เช่นการขนส่งสินค้าเกษตรด้วยรถไฟสายจีน-ลาว และระบบ Cold Chain เป็นต้น ล้วนเป็นเรื่องใหม่ ๆ ทั้งสิ้น

 พรรคประชาธิปัตย์จึงไม่เพียงสนับสนุนรัฐบาลและช่วยแก้ปัญหาทางการเมือง แต่ได้ช่วยสร้างผลงานให้กับรัฐบาลและประเทศชาติโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ผมคิดว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ด้วยผลงานและศรัทธาของประชาชน

: ยุบสภาหรือนายกรัฐมนตรีลาออก มีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่ ? ถ้ามี
น่าจะเกิดจากสาเหตุใด ?

โอกาสยุบสภาหรือนายกรัฐมนตรีลาออกจะเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยประชุมหน้าเป็นต้นไป คือตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เช่น การแพ้ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือร่างกฎหมายการเงิน ซึ่งญัตติเหล่านี้ไม่ทีทางหลีกเลี่ยง เป็นไฟท์บังคับ ดังนั้นนายกรัฐมนตรีในฐานะ
หัวหน้ารัฐบาลและพรรคแกนนำต้องคุมเสียงข้างมากในสภาให้ได้ จึงจะนำรัฐนาวาผ่านพ้นไปได้
การยุบสภาหรือการลาออกตามเงื่อนไขนี้เป็นไปตามกฎกติกาของระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย
และการยุบสภาหรือลาออกสามารถเกิดขึ้นได้อีกกรณีหนึ่งถ้านายกรัฐมนตรีเห็นว่าถึงเวลาต้องไปหรือต้องการล้างไพ่ใหม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว

 นอกจากนี้ยังมีปมที่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเดือนสิงหาคม จากกรณีการตีความรัฐธรรมนูญเรื่องคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบ ๘ ปีซึ่งต้องรอดูกันต่อไป อย่างไรก็ตาม มีปัญหาหนึ่งที่ต้องเร่งแก้ไขโดยเร็วนั่นคือปัญหาสภาล่มกำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นของรัฐบาลในฐานะเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านต้องตระหนักถึง
หน้าที่และความรับผิดชอบในภารกิจงานด้านนิติบัญญัติให้มากกว่านี้ ไม่เคยมีสภาล่มเกิดขึ้นมากเท่านี้มาก่อน และปัญหาสภาล่มคือสัญญาณหนึ่งของการยุบสภา เพราะสะท้อนถึงปัญหาความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาลที่ไม่สามารถคุมเสียงในสภาได้ ผมคิดว่าปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง
ความเป็นเอกภาพของรัฐบาลสำคัญมาก ไม่มีเอกภาพจะไม่มีเสถียรภาพ ดังนั้นพรรคแกนนำ
และผู้นำรัฐบาลต้องรีบแก้ไขปัญหาภายในพรรคให้เร็วที่สุด ปัญหาก็จะคลี่คลายลงได้

: มองสภาวะการเมืองที่แบ่งเป็นหลายฝักหลายฝ่าย ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้านก็แตกเป็นหลายพรรคหลายกลุ่ม มองในมุมดีและมุมลบอย่างไร ?

การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในซีกรัฐบาลทำให้สูญเสียความเป็นเอกภาพและความเข้มแข็งของรัฐบาลในการบริหารประเทศและยังกระทบเสถียรภาพทั้งรัฐบาลและประเทศโดยรวม ผมมองไม่เห็นผลดี
ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ยิ่งถ้าเป็นการแบ่งฝ่ายเพราะการต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ยิ่งทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายต่อการเมืองมากยิ่งขึ้น ประเทศไทยของเราตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งแตกแยกแบ่งฝ่ายทางการเมืองมากว่า ๒๐ ปี เป็น ๒ ทศวรรษที่สูญหาย เราเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงมาก แต่การพัฒนาประเทศติดหล่มจากกับดักดังกล่าวจนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศถดถอยลง จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของนักการเมืองและพรรคการเมืองทุกพรรคไม่ว่าซีกฝ่ายค้านหรือรัฐบาลที่ต้องช่วยกันปฏิรูปการเมือง ประชาชนก็ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการเลือกผู้แทนที่ดีมีคุณธรรม อย่าเป็นเหยื่อของการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ถ้าได้ผู้แทนที่ดีก็จะได้สภาผู้แทนและรัฐบาลที่ดี

: การที่ผู้สมัคร ส.ส.ของประชาธิปัตย์ สามารถชนะเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ชุมพร และ จ.สงขลา มองว่าเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองอะไรบ้างหรือไม่ ?

เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าประชาชนกลับมาให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเห็น
การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นสถาบันทางการเมืองเก่าแก่ที่สุด
เป็นการบ่งชี้ว่าแนวทางใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์เดินมาถูกทางและผลการเลือกตั้งซ่อมคือคำยืนยัน

 การเลือกตั้งซ่อมไม่ได้มีความหมายเพียงชัยชนะที่ได้มา แต่เป็นการวัดผลการปฏิรูปพรรค
สู่พรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่ เป็นองค์กรที่ทันสมัย มีวิสัยทัศน์ มีประสบการณ์มีความสามารถในการบริหารจัดการที่เปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ได้เข้ามาช่วยกันสร้างพรรคสร้างประเทศ

: พรรคประชาธิปัตย์พร้อมหรือไม่ ถ้าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นก่อนครบเทอมของรัฐบาลชุดนี้ ?

พรรคประชาธิปัตย์พร้อมสำหรับการเลือกตั้งแม้จะมีการเลือกตั้งก่อนครบเทอม เราได้จัดตั้งสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจำเขตเลือกตั้ง และสรรหาผู้สมัคร ส.ส.ได้เกือบครบทุกเขตเลือกตั้งแล้ว
พร้อมกับจัดทำวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์และนโยบาย ในการเลือกตั้งประชาชนจะได้เห็นวิชั่น
และชุดนโยบายใหม่ ๆ ที่ต่างออกไปจากในอดีต เช่น นโยบายการยกระดับอัพเกรดประเทศไทย นโยบายในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจยุควิกฤติโควิด นโยบายเศรษฐกิจทันสมัยตอบโจทย์อนาคตยุคดิจิตอล นโยบายเมกะโปรเจค นโยบายปฏิรูปภาคเกษตรเป็นต้น นอกจากนี้ยังมีทีมงานคนรุ่นใหม่ที่พร้อมขับเคลื่อนนโยบายได้ทันที ผมคิดว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนจะไม่ได้เห็นเพียงผู้สมัครในเขตเลือกตั้งหรือบัญชีรายชื่อแต่ได้เห็นมุมใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์และอนาคตที่ดีกว่าจาก
วิสัยทัศน์และชุดนโยบาย เป็นการเปลี่ยนแปลงบริบทของการเลือกตั้งแบบเก่า ๆ

: คิดว่ามีอะไรน่ากลัวสำหรับสนามเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วประเทศในโอกาสที่จะถึงในอีกไม่นานนี้ ?

การซื้อประชาธิปไตยเป็นเรื่องน่ากลัวที่สุด เป็นความกลัวที่ยิ่งกลัวยิ่งเกิด เป็นปัญหาที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยร้ายแรงที่สุด ถ้าประชาธิปไตยซื้อได้แล้วจะมีความหมายอะไรเหลืออยู่ การเลือกตั้ง
ไม่ใช่การประมูลแต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประชาชนที่จะเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่
การเลือกตั้งทุกระดับมีปัญหาการทุจริตซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้งรุนแรงมากขึ้น ๆ ตามมาด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น ถอนทุนคืนสร้างทุนใหม่สำหรับการซื้อประชาธิปไตยในการเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นวงจรอุบาทก์ทางการเมืองที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ปัญหานี้

: ได้วางตัวผู้สมัคร ส.ส.เพชรบุรี ของประชาธิปัตย์ทั้ง ๓ เขตแล้วหรือยัง ?

ผู้สมัคร ๓ เขตของเพชรบุรีในครั้งหน้า คืออดีต ส.ส.ที่ทำงานต่อเนื่องนับแต่พ่ายแพ้
ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เพื่อขอโอกาสชาวเพชรบุรีอีกครั้งหนึ่ง นอกจากตัวผู้สมัคร เรากำลังจัดทำ “วิสัยทัศน์เพชรบุรี” และแผนปฏิบัติการใหม่ (New Action Plan) ในการพัฒนาเพชรบุรี สู่ศักยภาพใหม่ในทุกมิติครับ.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!