เรื่องของ ‘หมู’ ที่ทำท่าจะไม่หมู

ปัญหาที่รัฐบาลต้องรีบเร่งแก้ไข

ช่วงนี้ชาวบ้านอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ คงจะได้ยินคำว่า “เงินเฟ้อ”
บ่อยครั้งขึ้น จำง่าย ๆ คือ “เงินเฟ้อ” หมายถึง สินค้าพากันแห่ขึ้นราคากันถ้วนหน้า โดยหลักแล้วสินค้าจะขึ้นราคาตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ด้วยเหตุผล ๓ ประการ คือ

ประการแรก เจ้าของกิจการคิดว่าต้นทุนจะขึ้น ก็เลยขึ้นราคาสินค้าไปรอล่วงหน้าเสียเลย กรณีนี้เกิดไม่ง่ายเพราะตลาดการค้า
มีการแข่งขันกัน 

ประการที่สอง ต้นทุนขยับราคา เช่น น้ำมัน ไฟฟ้า วัตถุดิบ ค่าแรง ฯลฯ ขึ้นราคา จึงส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าต้องขยับ 

ประการสุดท้าย คือ ความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น ของผลิตไม่ทัน สินค้าก็ขึ้นราคา เช่น เนื้อหมูขึ้นราคา คนหันไปซื้อไก่ ไก่ขาดตลาด
ก็ขึ้นราคา เป็นต้น 

เวลาสินค้าขึ้นราคาคนรวยไม่ค่อยมีปัญหา แต่คนระดับรากหญ้า คนหาเช้ากินค่ำ มีปัญหาแน่นอน เพราะไหนจะรายได้น้อย แถมยังซื้อของได้น้อยลง เรื่องนี้หากรัฐบาลแก้ไม่ได้ อาจจะพาลไปสู่การประท้วง เดินขบวน เช่นในต่างประเทศ มีให้เห็นบ่อยครั้ง 

สำหรับบ้านเราช่วงนี้ราคาอาหารการกินขยับตัวกันเอิกเกริก
เริ่มจากเนื้อหมูขยับจาก กก.ละร้อยต้น ๆ ไปถึง กก.ละกว่า ๒๐๐ บาท จนหลายคนคาดว่าอาจจะได้กินหมู กก.ละ ๓๐๐ บาทในอีกไม่นานนี้
ก็ว่าได้ และยังจะพาลไปถึงเนื้อสัตว์อย่างอื่น เช่น ไก่ ปลา ฯลฯ

คำถามคือ ทำไมหมูขึ้นราคา ?

คำตอบคือเนื่องจากพลเมืองหมูลดลงมาก อันมีผลมาจากโรคระบาดที่สำคัญและร้ายแรง และกรมปศุสัตว์ไม่ได้ประกาศมาก่อนคือ “โรคอหิวาต์แอฟริกา” หรือ ASF ซึ่งระบาดจากประเทศแอฟริกา แพร่ระบาดไปยังยุโรป ขึ้นไปรัสเซีย ระบาดมาที่จีนเมื่อราวเดือนสิงหาคม ๒๕๖๑ และลงมาเวียดนาม ลาว พม่า กัมพูชา จนเกือบจะทั่วอาเซียน ยกเว้นไทย อาจจะด้วยความจำเป็นหรือใครอยู่เบื้องหลังไม่ทราบได้

เพราะหากมีการประกาศเรื่องโรคติดต่อดังกล่าว การส่งออกหมูจะถูกห้ามทันที  ขณะเดียวกันฟาร์มต่าง ๆ ที่พบการระบาดจะต้อง
ถูกจับหมูมาทำลาย หากเจอแล้วแต่ยังไม่ประกาศก็ยังขายหมูได้อยู่
แม้ราคาไม่ดีก็ยังไม่เจ๊ง

แต่เชื้อโรค ASF เข้าไปอยู่ในตู้เย็นแต่ละบ้านแล้ว  การระบาดจึงเป็นเรื่องที่ยากจะแก้ไข  ผู้เลี้ยงเล่าให้ฟังว่ารู้ว่ามีการระบาดของโรคนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ แล้ว  และแม่หมูก็ลดปริมาณลงจากราว ๑.๔ ล้านตัว หายไปเกือบครึ่งหนึ่ง แม่พันธุ์เหล่านี้ผลิตหมูขุน (หมูเนื้อ)ในไทยปีละ
ราว ๒๐ ล้านตัว  แม่หมูลดจำนวน หมูขุน (หมูเนื้อ) ก็ลดลง ตัวเลข
เป็นทางการในปี ๒๕๖๔ หมูเนื้อเหลือแค่ ๑๙ ล้านตัว เกษตรกรผู้เลี้ยงทั้งประเทศราว ๑๙๐,๐๐๐ ราย ๑๐,๐๐๐ รายเป็นรายใหญ่ รายย่อย ๑๘๐,๐๐๐ ราย รายใหญ่ผลิตหมูเนื้อ ๑๐ ล้านตัว รายย่อย ผลิต ๑๐ ล้านตัว เมื่อโรคระบาดเกิดรายย่อยแทบไม่เหลือ  แต่รายใหญ่ยังพออยู่ได้  กระทบเฉพาะฟาร์มที่อยู่ในพันธสัญญาเท่านั้น 

ดังนั้น หากรายย่อยจำนวนมากอยู่ไม่ได้ หวยคงไปออกที่ใคร
คงไม่ต้องอธิบาย สายพันธุ์หมูที่เลี้ยงในไทยจะเป็นสายพันธุ์ผสมระหว่าง แลนด์เรซ เดนมาร์ก ลาร์จไวท์ อังกฤษ ดูเร่อ สหรัฐอเมริกา และที่ยังเป็นโจทย์ใหญ่ขณะนี้คือ โรคอหิวาห์แอฟริกา นี้ยังไม่มียารักษา ยังไม่มีวัคซีน 

ในประเทศจีน รัฐบาลจีนต้องขยับขยายผู้เลี้ยงไปอยู่ที่ใหม่
และกำลังทดลองวัคซีนซึ่งคาดว่าจะรู้ผลอีกราว ๓ – ๔ เดือนข้างหน้า โรคนี้ผู้เลี้ยงรายย่อยไม่กล้าเลี้ยงต่อในสถานที่เดิมแน่นอนเพราะการฝังกลบหมูตายจากโรคนี้ไม่ได้ทำลายเชื้อโรคแต่จะกลับมาติดหมูที่
เลี้ยงใหม่  หากจะทำให้วงจรหมูกลับมาเหมือนเดิมผู้รู้บอกว่าต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๑ ปีครึ่ง

จากนี้ไปหลังจากเขียงหมูราคาถูกของทางการเปลี้ยลงแล้ว คงจะได้เห็นราคาหมูขยับขึ้นไปอีก อาจจะหลีกหนีการนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศซึ่งราคาถูกกว่าเข้ามาจำหน่ายชั่วคราวไม่ได้  แต่จะนำเข้าจากใคร

สหรัฐอเมริกาซึ่งพยายามเจรจาให้ไทยนำเข้าเนื้อหมูจากเขา ก็มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงซึ่งกฎหมายไทยห้าม ยุโรปก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งแต่ภาวะค่าขนส่งแพง ก็คงจะเหนื่อยอีก 

เรื่องของหมูจึงเป็นเรื่องไม่หมู และจะเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลจะโดนถล่มเพราะเกี่ยวกับปากท้อง หากทางราชการจะเร่งแก้ไขตั้งแต่รับทราบปัญหาเมื่อ ๓ ปีก่อน โดยไม่คำนึงถึงใครจะเสียประโยชน์
ก็อาจจะไม่พบกับปัญหาหนักเช่นทุกวันนี้  ดีไม่ดีอาจจะกลายเป็นว่ารัฐบาลพังเพราะหมู เหมือนใครบางคนพูดไว้ก็เป็นได้.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!