แพงทั้งแผ่นดินคนไทยจะอยู่กันอย่างไร

ปัญหาที่รัฐบาลต้องตอบประชาชน !!

เศรษฐกิจส่วนใหญ่ของโลกรวมทั้งไทยเริ่มส่อสัญญาณไม่ดีมาตั้งแต่ปี ๒๐๑๘-๒๐๑๙ เมื่อเจอกับปัญหาการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ ซ้ำเติมด้วยสงครามรัสเซีย-ยูเครน เท่ากับยิ่งสุมไฟให้กับภาวะเศรษฐกิจ
ยิ่งเลวร้ายยิ่งขึ้น 

โดยเฉพาะกับประเทศที่ต้องพึ่งพาภาคบริการจากการท่องเที่ยวเป็นหลัก ผลกระทบที่เกิดกับศรีลังกาจนผู้คนต้องออกมาประท้วง เกิดการปันส่วนน้ำมัน อาหาร ฯลฯ ไม่ใช่ว่าจะเกิดไม่ได้กับอีกหลายประเทศในโลกนี้  หากยังคงแก้ไขปัญหาของประเทศแบบเดิม ๆ และไม่มุ่งสร้างรายได้ให้กับประชาชนของตน 

แน่นอนแต่ละประเทศย่อมมีทั้งคนรวยและคนจน คนรวยยังไม่ส่งผลกระทบ แต่คนชั้นกลางและล่างซึ่งมีจำนวนมากรุนแรงจนจะก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารประเทศอย่างแน่นอน ยิ่งหากประเทศถูกลดเครดิตกู้เงินต่างประเทศไม่ได้ ก็จะยิ่งเป็นปัญหามากขึ้น

สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังหาบทสรุปไม่ได้ว่าจะจบในเร็ววันหรือไม่ ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม เพียงแต่ภาคเกษตรจะเห็นผลทีหลังเพราะปุ๋ยขึ้นราคาไปแล้วแต่ผลิตผลยังไม่ออกทันทีทันใด นั่นหมายถึงราคาอาหารในครึ่งปีหลัง
จะดาหน้ากันขึ้นราคารุนแรงตามต้นทุนที่แพงขึ้น
รวมไปถึงเนื้อสัตว์ ผลผลิตจากสัตว์ เช่น ไข่ไก่  ที่จำเป็นต้องขึ้นราคาไปตามราคาอาหารสัตว์ที่ขยับราคาชนิดเป็น
เท่าตัวกันเลยทีเดียว

ในวงการภาคธุรกิจเริ่มคุยหาทางออกกันแล้วว่า สถานการณ์กำลังซื้อของผู้คนถดถอย  ขณะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นทั่วโลก จะทำอย่างไร!!

ไม่ขึ้นราคาก็ลำบาก ครั้นขึ้นราคาสินค้าก็ขายยาก หากดอกเบี้ยขยับอีกยิ่งเป็นพายุซ้ำเติมให้กับผู้คนชนิดดูไม่จืด ขณะที่วิถีทางของการเพิ่มรายได้ของผู้คนดูช่างมืดมนเสียเหลือเกินในยามนี้

ภาคบริการของไทยที่หวังพึ่งนักท่องเที่ยวจากการเปิดประเทศ แม้สถานการณ์โรคระบาดดีขึ้นแต่คงไม่กลับมาเหมือนเดิมในเร็ววัน ภายในปี ๒๕๖๕ ดูจะหวังยาก หรือหากมองไปยังปีหน้าก็ยังหวังแค่ลม ๆ แล้ง ๆ เพราะการปิดเมืองของสาธารณรัฐประชาชนจีนมีเพิ่มขึ้น ฝรั่งเองก็มีสงครามการเดินทางลำบากและแพงขึ้น ยังหวังพึ่งพาได้ยาก

ผู้ประกอบการคงต้องมาสุมหัวคิดว่าจะเอาอย่างไร ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจมักจะแย่ปีหนึ่งแล้วจึงกลับมาดี ช่วงแย่ก็งัดเอาทุนที่เก็บไว้มาใช้ ปีหน้าดีก็เก็บกำไร
ใส่กระปุกออมไว้  คราวนี้เล่นแย่ติดต่อกันปีต่อปี
ด้วยความหวังว่าจะดีในปีต่อไป ทุนที่เก็บไว้ก็ร่อยหรออาจจะถึงขั้นต้องเลิกกิจการกันเลยทีเดียว 

ดังนั้นการวิเคราะห์ข่าวหรือปลอบขวัญกันคงต้องเอาความจริงมาพูด  หากถึงปีหน้ามันยังไม่ดีก็ต้องเตือนให้ระวังในการเอาทุนมาทุ่ม หรือกู้จนหมดเนื้อหมดตัว ขืนมีข่าวหลอกกันเรื่อย ๆ นักธุรกิจเล็ก ๆ จากชนชั้นกลางจะกลายเป็นคนยากไร้ในพริบตาเพราะลงทุนแล้วขายไม่ได้  รัฐเองก็ไม่ค่อยจะมีเงินแล้วกู้อีกคงลำบาก  ต้องใช้เม็ดเงินให้คุ้มค่าที่สุด 

เอาเรื่องจริงมาคุยกันบนโต๊ะน่าจะเป็นทางออก
ที่ดีและน่าจะถือโอกาสที่ภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่  กฎระเบียบ
อะไรที่มันขัดขวางการค้าขายขอให้ดำเนินการแก้ไขให้หมด  ต่างประเทศเขายอมให้ธุรกิจไปได้ก่อนถึงจะควบคุม ของเราดูเสมือนจะควบคุมก่อนโดยให้ทำตาม
กติกาเหมือนกับให้แท้งก่อนคลอดซะยังงั้น

เปลี่ยนความคิดของภาครัฐทำเรื่อง Ease of doing business ให้มันจริงจังเสียทีดีไหม  ไม่ใช่ไปถามหน่วยงาน
ว่าคุณมีกฎหมายที่สมควรจะยกเลิกมั้ย ไปลดอำนาจข้าราชการใครเขาจะยอม 

สถานการณ์ปัจจุบันผู้บริหารประเทศต้องแสดงฝีมือ แสดงบทบาทให้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและประชาชนไม่ให้ตกระกำลำบากจนเกินจะเยียวยาหรือก่อให้เกิดปัญหาเช่นใน
บางประเทศ  คนไทยไม่ไร้ฝีมือและหัวคิดขอแต่ให้เอาจริง
เอาจังกับปัญหาอย่าทำเป็นทองไม่รู้ร้อน อย่าคิดเพียงแค่ยึดเก้าอี้ไว้ให้แน่น คนไทยจะตายกันหมดแล้ว.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!