“แมงดาถ้วย – แมงดาจาน – ตัวเหรา”

วัฒนธรรมอาหารชาวบ้านบางขุนไทร

“บ้านบางขุนไทร” หมู่ ๒ ตำบลบางขุนไทร
อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เป็นชุมชนที่ตั้ง
บ้านเรือนอาศัยบริเวณริมคลองบางขุนไทร
ปากคลองเชื่อมต่อกับทะเลอ่าวไทย บริเวณชายฝั่ง
ทะเลมีสภาพเป็นหาดโคลน หรือทะเลโคลน มีป่าชายเลนเป็นพืชพันธุ์ไม้แหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะหอยชนิดต่าง ๆ ที่พบมากคือ หอยเสียบ หอยแครง หอยลาย รวมถึงการทำฟาร์มเลี้ยงหอยแมลงภู่ การเก็บ แมงดาทะเล บริโภคและจำหน่ายเป็นรายได้

      ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
นายฐานิสร์ พรรณรายน์ ครูดนตรีไทยโรงเรียนวัดจันทราวาส(ศุขประสารราษฎร์) ได้ชักชวน ผู้ช่วยศาสตราจารย์แสนประเสริฐ ปานเนียม อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี และผู้เขียนเดินทางไปไขข้อข้องใจเรื่อง “แมงดาทะเล” ว่าชนิดไหนกินได้
หรือกินไม่ได้ นัดหมายกับ นายณรงค์ศักดิ์
ปานประทีป
หรือ “มิ้น” อายุ ๓๔ ปี เจ้าของฟาร์มปานประทีป ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน
จับสัตว์และแปรรูปสัตว์น้ำจำหน่าย นัดหมายกันบริเวณท่าจอดเรือริมคลองบางขุนไทร
หน้าศาลเจ้าไต้เซีย

“แมงดาทะเล” ที่อาศัยหากินอยู่ตามบริเวณชายฝั่งทะเลโคลน มีทั้งตัวผู้และตัวเมีย
โดยทั่วไปมีอยู่ ๒ ชนิด คือ แมงดาจาน และ แมงดาถ้วย ลักษณะเด่นของแมงดาจานมีขนาด
ใหญ่กว่าแมงดาถ้วย หางเป็นสันเหลี่ยม ส่วนแมงดาถ้วยหางจะค่อนข้างกลม ส่วนเรื่องที่ระบุว่า แมงดาจานกินได้ แมงดาถ้วยกินไม่ได้นั้น เนื่องจากข้อมูลตามสื่อต่าง ๆ ระบุว่า ในตัวของแมงดาถ้วยมีสารพิษชนิดเดียวกันที่พบในปลาปักเป้า เมื่อกินเข้าไปจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย มีอาการมึนงง ชาตามมือ แขน ขา
ปลายเท้า บางรายมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย
กรณีที่มีอาการรุนแรงหากช่วยเหลือไม่ทัน
ก็ถึงขั้นเสียชีวิต
    

      ขณะที่ นายณรงค์ศักดิ์ ปานประทีปชาวประมงบ้านบางขุนไทรกล่าวว่าวัฒนธรรมการกินอาหาร
ของชาวบ้านบางขุนไทร
รับประทานทั้งแมงดาถ้วยและแมงดาจานแต่ที่ไม่กินนั้นคือตัว “เหรา” หรือแมงดาไฟ
ลักษณะคล้ายกับแมงดาถ้วย หางกลม
แต่ตาจะมีสีแดง ในพื้นที่บางขุนไทรส่วนมากจะพบแมงดาถ้วย ๘๐ – ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือจะเป็นแมงดาจาน ตัวเหราหรือแมงดาไฟจะพบได้น้อยมาก จำนวน ๑,๐๐๐ ตัว จะพบตัวเหรา หรือแมงดาไฟ ๑ ตัว ชาวบ้านที่นี่เข้าใจว่า
ตัวเหราหรือแมงดาไฟเกิดจากแมงดาถ้วยไปกินสัตว์หรือสิ่งที่มีพิษ

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า การกินแมงดาถ้วย
เป็นวัฒนธรรมการกินของชาวบ้านบางขุนไทร
ก่อนจะรับประทานจะผ่าเอา “เส้นพิษ” หรือ “เส้นเมา” ออกก่อน ชาวบ้านนิยมรับประทานแมงดาตัวเมีย ฤดูร้อนช่วงเดือนเมษายนจะเป็นช่วงที่แมงดาตัวเมียมีไข่อัดแน่นเต็มตัว
ไข่แมงดาถ้วยจะมีความมันกว่าไข่แมงดาจาน
ขั้นตอนการปรุงแมงดาถ้วยเป็นอาหารนั้น ล้างตัวแมงดาให้สะอาด นำไปต้มในน้ำเดือดประมาณครึ่งชั่วโมง พักไว้ให้เย็น ใช้มีดผ่าตัวแมงดาโดยเลาะบริเวณขอบใต้กระดอง ไข่แมงดาอยู่บริเวณส่วนหัวด้านบน เส้นพิษหรือเส้นเมา
คือ ส่วนที่เป็นระบบทางเดินทางอาหารตั้งแต่ส่วนปาก กระเพาะอาหาร ลำไส้ ส่วนนี้ชาวบ้านเอาออกไม่นำมารับประทาน
เพราะ
เมื่อกินเข้าไปจะทำให้เกิดอาการมึนเมาหรือชาตามมือตามเท้า ชาวบ้านนำไข่แมงดาถ้วยไปทำอาหารได้เช่นเดียวกับไข่แมงดาจาน เช่น ใส่ยำมะม่วง หรือแกงส้มใบมะขามใส่เนื้อ
หอยเสียบกับไข่แมงดา

      นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวเน้นย้ำว่า การ
รับประทานแมงดาถ้วยเป็นวัฒนธรรมการ
กินของชาวบ้านบางขุนไทรมาอย่างยาวนาน มีวิธีการทำอาหารที่ปลอดภัย และขอย้ำ
ว่าการรับประทานแมงดาถ้วย และแมงดาจาน
นั้น ต้องผ่าหรือแยกส่วนที่เป็นเส้นเมาหรือระบบทางเดินอาหารออกให้หมด
จึงจะรับประทานได้อย่างปลอดภัย.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!