ขว้างข้าวเม่า

ตามรอยคุณทวีโรจน์​ มิวเซี่ยม เพชรบุรี  ไปซื้อข้าวเม่ารางของ
พี่เสน่ห์​ ผ่องใส​ หลังธนาคารกรุงเทพ​ ตลาดริมน้ำ​ เพราะอี๊แปะฉ่าย
ผู้เป็นน้าสาวอยากทานข้าวเม่า​ พูดถึงมาหลายเวลา

             ได้ฤกษ์​ดีวันนี้วันธงชัย​ แม่ทำกะทิน้ำตาลโตนดให้กินกับข้าวเม่า​
ข้าวเม่ารางกรอบเข้ากันดีกับกะทิน้ำตาลโตนดหวานมันหอม​ เมนูนี้เรียกข้าวเม่าน้ำกะทิ

             ทานแล้วก็ให้​นึกถึงนิราศเมืองเพชร​ ของสุนทรภู่​  ที่กล่าวถึงความหลังเรื่องข้าวเม่ากับสาวเมืองเพชรว่า

                       “โอ้คิดถึงพึ่งบุญท่านขุนแพ่ง             

          ไปหน้าแล้งรับแขกแรกวสันต์

          ตำข้าวเม่าเคล้าน้ำตาลทั้งหวานมัน                                                  ได้ช่วยกันคั้นขยำน้ำกะทิ

             ข้าวเม่าน้ำกะทิน้ำตาลโตนดเมืองเพชร น่าจะหวานมันถูกใจสุนทรภู่ในครั้งนั้น​มาก เมื่อมาเมืองเพชรในคราวที่แต่งนิราศเมืองเพชร​จึงหวนรำลึกบันทึกไว้ในนิราศ

             สาวเมืองเพชรที่ช่วยกันคั้นขยำน้ำกะทิกับสุนทรภู่คือ​ แม่อิน​
อยู่บ้านย่านวัดเกด​ (วิทยาลัยเทคนิคเพชรบุรีในปัจจุบันนี้)​ ​ดังที่ปรากฏในนิราศว่า

                          “ที่ไหนไหนไมตรียังดีสิ้น

          เว้นแต่อินวัดเกดของเชษฐา

          ช่างตัดญาติขาดเด็ดไม่เมตตา        

          พอเห็นหน้าน้องก็เบือนไม่เหมือนเคย

             แม่อินผู้นี้​ หมางเมินตัดรักกับสุนทรภู่​ ตามเหตุที่สุนทรภู่กล่าวว่า
“เป็นคราวเคราะห์เพราะเป็นบ้านิจจาเอ๋ย แต่ก่อนมาสุนทร​ภู่​กับแม่อิน
คงจะรักใคร่ชอบพอกันมากถึงหยิกหยอกฝากรอยเล็บกับสุนทรภู่ได้

                   “เขาไปเที่ยวเกี่ยวข้าวอยู่เฝ้าห้อง

          เหมือนพี่น้องนึกโอ้อโหสิ

          เนื้อเอ๋ยเนื้อเหลือเจ็บจนเล็บลิ

          ยังปริบปริปริ่มพร้อยเป็นรอยราย

             ชีวิตหนุ่มสาวกับข้าวเม่าคงจะเป็นความทรงจำของใคร
หลายคน  หลายคู่​  ทั้ง​การ​ “ตำข้าวเม่า” และ “ขว้างข้าวเม่า”

             สังคมชาวนาในอดีตมีการตำข้าวเม่า​ ขว้างข้าวเม่า​
เป็นประเพณีประจำปี​ ถึงหน้าเกี่ยวหนุ่มสาวจะเกี่ยวข้าวมาตำข้าวเม่า​ โดยมากมักตำกันในลานบ้าน

             บ้านไหนมีลูกสาวหลานสาว​ตำข้าวเม่า​ ก็มักมีหนุ่ม ๆ ไปช่วยตำ  หนุ่มสาวได้พูดได้คุยกันไประหว่างตำข้าวเม่า​ในสายตาพ่อแม่
และผู้ใหญ่​ ตำเสร็จก็คลุกข้าวเม่าแบ่งกันกิน

             ในบางครั้งเจ้าหนุ่มบ้านเดียวกัน​หรือต่างบ้าน  ก็จะไป​ “ขว้างข้าวเม่า” โดยแอบเข้าไปใกล้ลานตำข้าวเม่าอย่างเงียบ ๆ​ พร้อม
ผ้าขาวม้าห่อมะพร้าวทั้งผล​แล้วขว้างให้ไปตกลงบนลานที่เขากำลัง
ตำข้าวเม่ากันอยู่

             พวกที่ตำข้าวเม่าอยู่ก็เข้าใจความหมายว่ามีคนมาเล่นสนุก
ขอกินข้าวเม่าด้วย​ เมื่อตำเสร็จก็จะผ่ามะพร้าวเอาน้ำมะพร้าวผสมเกลือและมะพร้าวขูดคลุกข้าวเม่า​ใส่กะลามะพร้าวห่อด้วยผ้าขาวม้าผืนเดิมไปแขวนไว้ริมรั้ว​ หรือกิ่งไม้ตามทิศที่ผลมะพร้าวขว้างเข้ามาตอบแทนเป็นค่ามะพร้าว​

             ที่เล่นสนุกกัน​นั้น คนในลานจะคอยดักจับเจ้าของมะพร้าวถ้าจับได้คนถูกจับจะต้องถูกมัดด้วยผ้าขาวม้าเอาตัวมาผูกไว้แถวนั้นให้พออายเพื่อน​ ดึก​ ๆ​ สักหน่อยก็ปล่อยตัวไป​ ทั้งสองฝ่ายต่างเข้าใจธรรมเนียมประเพณี​ เล่นเป็นสนุกไม่ถือสาหาความกัน

             ก็ด้วยเหตุที่มีคนดักจับ​ เจ้าหนุ่มบางรายก็รอให้ในลาน
ตำข้าวเม่าเขาตำกันเสร็จ​ ดับตะเกียง​ ดับฟืนไฟ​ ขึ้นเรือนกันก่อน​ แล้วค่อยย่องมาเอาจะได้ไม่โดนจับมัด​ กรณีนี้เจ้าของเรือนจึงแก้ทางด้วยการเอาปีบแขวนไม้ผูกเชือกโยงห่อข้าวเม่าเอาไว้​  เมื่อมีมือเอื้อมมา
ปลดข้าวเม่าเสียงปีบก็ลั่นขึ้น​ ตามไปจับได้บ้าง​ หนีรอดไปบ้าง​ สนุกสนานกันไปตามประสาชาวนา

             เรื่อง​ “ขว้างข้าวเม่า”  ที่เล่ามานี้เป็นเรื่องที่ได้ฟังมาจากพ่อและท่านผู้ใหญ่ในบ้านละหาน​ เป็นเรื่องเมื่อ​ 50​-60​ ปีที่ผ่านมาแล้ว

             พ่อยังเล่าต่อว่า​ หนุ่ม ๆ มักไปขว้างข้าวเม่าที่เรือนสาวคู่รัก​ สาวเจ้าเห็นผ้าขาวม้าก็จำได้ว่าเป็นคู่รักตน​ จึงอาสาพ่อแม่ออกไปจับเจ้าของผ้าห่อผลมะพร้าว​ ทั้งนี้ก็ด้วยรู้กันกับเจ้าหนุ่มและนัดหมายกันไว้แต่วันแล้ว

                เมื่อออกไปจับก็โหวกเหวกเสียหน่อยให้สมจริง​ แล้วก็ได้แอบออกไปคุยกันสองต่อสอง​ สักพักก็กลับเรือนบอกพ่อแม่ว่า​ เจ้าหนุ่ม
มันไว​ จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน​ อย่างนี้ก็มี

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!