กรณี ‘เจ้าสัวฆ่าเสือดำ’ เศรษฐีทำความผิดก็มีสิทธิ์ติดคุกได้

5 แกนนำ กปปส.พ้น ส.ส.-การต่อสู้ต้องไม่ละเมิดกฎหมาย

ในที่สุดศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุก นายเปรมชัย กรรณสูต กรรมการ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นเวลา 2 ปี 14 เดือนโดยไม่รอลงอาญา ในคดีล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร โดยมีซากเสือดำ, ไก่ฟ้าหลังทา, เก้ง ซึ่งล้วนเป็นสัตว์ป่าหายากที่ถูกปรุงเป็นอาหารปรากฏอยู่ในที่เกิดเหตุจำนวนมาก พร้อมอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนของกลาง เหตุเกิดเมื่อต้นเดือนกันยายน 2561 ส่วนจำเลยในคดีนี้อีก 2 คนที่ร่วมในเหตุการณ์ก็ถูกศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญาเช่นกัน

เมื่อผลของคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาเช่นนี้ ทำให้ประชาชนที่เฝ้าติดตามคดีนี้มีความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของศาลไทยเพิ่มมากขึ้น เพราะทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา มีแนวทางในการวินิจฉัยคดีและพิพากษาใกล้เคียงกัน

ลบคำกล่าวที่ว่า “คุกไทยมีไว้เพื่อขังคนจน” เศรษฐีระดับแสนล้านอย่าง “เจ้าสัวเปรมชัย” ก็ติดคุกได้

อย่างไรก็ตามคดีนี้เมื่อเกิดเหตุใหม่ ๆ ความคิดเห็นของประชาชนที่แสดงออกผ่านทางโลกโซเชียลมีความเห็นแตกต่างกันไป บ้างก็ว่าอำนาจเงินอาจทำให้เจ้าสัวหลุดแน่ เหตุเกิดกลางป่าประจักษ์พยานที่เห็นการฆ่าเสือดำ เก้ง กวาง ตามที่กล่าวหาก็ไม่มี

ขณะที่ส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นว่าศาลสถิตยุติธรรมจะผดุงความเป็นธรรมตามครรลองของกฎหมายได้ คนรวยเมื่อทำความผิดก็ต้องติดคุกในมาตรฐานเดียวกันกับคนจน

ที่ต้องให้เครดิตควบคู่ไปด้วยในคดีนี้คือ นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก ขณะเกิดเหตุได้นำกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานฯเข้าไปจับกุมนายเปรมชัยกับพวกโดยไม่หวั่นเกรงอิทธิพลของนายเปรมชัย อีกทั้งยังไม่ยอมรับผลประโยชน์ใด ๆ ที่กลุ่มผู้ต้องหาเสนอให้

หลายคนมองว่าการฆ่าสัตว์ป่าตัวหนึ่งหรือจำนวนหนึ่ง ทำไมมีความสำคัญขนาดคนต้องติดคุกด้วย ต้องไม่ลืมว่าสัตว์ก็มีเลือดเนื้อ มีความเจ็บปวด รักตัวกลัวตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ป่าหายากและกำลังจะสูญพันธุ์ ยิ่งสมควรช่วยกันปกป้อง นานาอารยประเทศก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ทั่วโลกจึงมีกฎหมายออกมาเพื่อให้มีการอนุรักษ์สัตว์ป่าบางชนิด มิให้มีการล่า ใครฆ่าสัตว์ป่าที่เป็นสัตว์สงวนต้องมีความผิด มีบทลงโทษที่ค่อนข้างแรง

ความจริงคนเป็นมหาเศรษฐีมีเงิน ถ้าอยากกินเนื้อสัตว์ป่าก็สามารถไปหากินตามร้านอาหารที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ประเภทนี้ได้ แต่การไปล่าสัตว์แล้วถลกหนังกินเนื้อด้วยตนเอง ดูเหมือนคนทำจะรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ที่สามารถชนะเกมท้าทายได้

ย้อนไปเมื่อเดือนเมษายน 2516 หรือ 45 ปีก่อน มีข่าวครึกโครมกรณี พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร บุตรชาย จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น นำคณะนายตำรวจ-นายทหารชั้นผู้ใหญ่-พ่อค้านักธุรกิจที่ใกล้ชิดรัฐบาลรวมกว่า 60 คน รวมถึงนักแสดงชื่อดัง “เมตตา รุ่งรัตน์” ไปจัดงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดและใช้อาวุธสงครามจำนวนมากไล่ล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่นเรศวร สร้างความไม่พอใจให้กับนักเรียนนิสิตนักศึกษา องค์กรคุ้มครองสัตว์ป่าหลายองค์กร และประชาชนทั้งประเทศเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นหนึ่งในชนวนเหตุเชื่อมโยงถึงเหตุการณ์วันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516โดยพลังของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ลุกฮือขับไล่รัฐบาล จอมพล ถนอม กิตติขจร พ้นจากตำแหน่ง

สมัยก่อนการเข้าป่าล่าสัตว์ เหมือนเป็นเกมสนุกสนานของพวกเศรษฐี ช่วงหลังพอทางการเอาจริง จับจริง ทำให้บรรดาเศรษฐีคะนองมือรวมถึงนายพรานล่าสัตว์ป่าเลี้ยงชีพก็ระวังตัวมากขึ้น

คดี บอส-นายวรยุทธ อยู่วิทยา บุตรชายมหาเศรษฐีเจ้าของเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง ซิ่งรถหรูชนตำรวจตาย นั่นก็เกี่ยวโยงกับการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ คดีล่าช้าและบิดเบี้ยวอย่างท้าทายกฎหมาย ทั้งที่คนตายเป็นตำรวจแท้ ๆ เชื่อว่าอานุภาพเงินสามารถทำคดีแกว่งได้ ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าคดีจะลงเอยเช่นใด เพราะมีทั้งอัยการและนายตำรวจระดับสูงเข้าไปเป็นตัวละครเอกในคดีด้วย

ส่วนกรณี ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยให้ 5 แกนนำกลุ่ม กปปส. ประกอบด้วย นายชุมพล จุลใส, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, นายอิสสระ สมชัย, นายถาวร เสนเนียม และ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ พ้นจากสถานภาพความเป็น ส.ส. หลังจากถูกศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษจำคุกคดชุมนุมทางการเมืองเมื่อช่วงระหว่างปี 2556-2557

หลายคนมองว่า กลุ่ม กปปส.ในห้วงเวลาดังกล่าวที่นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ออกมาชุมนุมเพื่อประท้วงความไม่ชอบธรรมของ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกกล่าวหาว่ามีความไม่โปร่งใสหลายเรื่อง และที่โด่งดังคือกรณีโครงการรับจำนำข้าวที่มีหลักฐานการทุจริตและโกงกินกันมากมายมหาศาล เป็นเหตุให้รัฐเสียหาย 5-6 แสนล้านบาท มีชาวนาฆ่าตัวตายกว่า 10 คน รัฐมนตรีในสมัยนั้น ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลายคนถูกศาลพิพากษาจำคุกคนละ 40-50 ปี

ล้วนเป็นความดีความชอบของกลุ่ม กปปส.ที่ออกมาเปิดโปงและขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ท้ายที่สุดแกนนำ กปปส.ถูกดำเนินคดี ถูกจำคุก และสิ้นสภาพ ส.ส.

เรื่องนี้ก็ต้องขอให้แยกกันระหว่างประเด็นด้านกฎหมาย กับประเด็นการทำเพื่อชาติบ้านเมือง ถ้าทำเพื่อชาติบ้านเมืองแล้วมีการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายก็เป็นความผิด กระบวนการยุติธรรมจะเลือกปฏิบัติหรือมีสองมาตรฐานไม่ได้

สังเกตได้ว่าการชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง บางกลุ่มชุมนุมเพื่อรักษาชาติบ้านเมืองด้วยใจจริง การต่อสู้กับอำนาจรัฐตามขั้นตอนกฎหมาย บางครั้งก็ล่าช้าไม่ทันใจ ขณะที่บางกลุ่มชุมนุมเพราะมีคนคอยยุยงส่งท่อน้ำเลี้ยงให้อยู่เบื้องหลัง ประเภทสู้แล้วรวย ก็ทำให้กล้าเสี่ยง

5 แกนนำ กปปส.ที่ต้องสิ้นสภาพ ส.ส.ในคราวนี้ และกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินคดีอาญาในชั้นอุทธรณ์และฎีกา จะติดคุกตามที่ศาลชั้นต้นตัดสินหรือไม่ ก็ยังต้องคอยลุ้นกัน ก่อนหน้านี้กรณีกลุ่มพันธมิตรฯ นายสนธิ ลิ้มทองกุล, พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, นายสุริยใส กตะศิลา ชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองแต่ละเมิดกฎหมายในช่วงชุมนุมก็ถูกลงโทษจำคุกมาแล้วเช่นกัน

ไม่ผิดกับพวก 3 กีบ 3 นิ้วที่ก่อม็อบปิดถนน รื้อ ทำลาย เผา ใช้อาวุธทำร้ายเจ้าหน้าที่และผู้เห็นต่าง จาบจ้วงล่วงเกินสถาบันเบื้องสูง ฯลฯ ก่อเหตุหลายครั้งในห้วง 2 ปีที่ผ่านมา ท้ายที่สุดก็ต้องทยอยรับกรรมที่ก่อไว้ ถูกจับกุมและถูกคุมขัง ดำเนินคดีไปตามกระบวนการยุติธรรม ไม่มีการยกเว้น

อีกเรื่องหนึ่งคือกรณีนักโทษที่ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาคนละ 30-50 ปี แต่ได้รับการลดโทษ ติดคุกจริง ๆ ไม่กี่ปี หรือไม่ถึง 10 ปี ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเวลานี้คือกรณีนักโทษระดับอดีตรัฐมนตรี อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวมถึงเสี่ยใหญ่ ถูกจำคุกในโครงการรับจำนำข้าวทำให้รัฐเสียหายหลายแสนล้านบาท ถูกจำคุกคนละเกือบ 50 ปี แต่ถูกลดโทษ เหลือถูกจำคุกจริง ๆ ไม่ถึง 10 ปี และกำลังจะพ้นโทษในเร็ว ๆ นี้

กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม อ้างว่านักโทษเด็ดขาดไม่ว่าคดีใด ถ้าขณะถูกคุมขังกระทำตัวดี อยู่ในระเบียบวินัยของกรมราชทัณฑ์ จะได้รับการจัดอันดับให้เป็น “นักโทษชั้นเยี่ยม” ได้รับการลดโทษมากเป็นพิเศษ และจะได้ออกจากคุกเร็ว ขณะที่ความรู้สึกโกรธแค้นของประชาชนกรณีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่ทำให้รัฐเสียหายหลายแสนล้านบาทยังไม่จางหาย ประชาชนต้องตามใช้หนี้ไปอีกนานชั่วลูกชั่วหลาน

ถ้ายังขืนลดโทษกันบ้าระห่ำเช่นนี้ ย่อมทำให้มีข้อสงสัยถึงการจัดอันดับ “นักโทษ” ของกรมราชทัณฑ์ ว่าได้มีการคำนึงถึงกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ชั้น ตำรวจ อัยการ และ ศาล บ้างหรือไม่ ที่กว่าจะทำสำนวน ดำเนินกระบวนการทางคดี จนถึงวันตัดสินคดีเสร็จเด็ดขาด สามารถเอาคนทำความผิดเข้าคุก มีความยากลำบากเพียงใด ศาลตัดสินจำคุก 40-50 ปี แต่ติดจริงไม่ถึง 10 ปี จะอธิบายสังคมอย่างไร ?

กรมราชทัณฑ์ อ้างว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎระเบียบที่มีอยู่ ก็ต้องถามกลับว่ากฎระเบียบดังกล่าวมีความเป็นธรรมหรือควรต้องแก้ไขหรือไม่ มีช่องโหว่ที่เปิดให้มีการหาประโยชน์จากการพิจารณาลดโทษหรือไม่ !!

มีหลายความเห็นที่น่าสนใจ เสนอว่าถ้าจะลดโทษให้แก่นักโทษเด็ดขาด ก็ควรจะมีข้อกำหนดว่าผู้ที่จะได้รับการพิจารณาลดโทษได้ ควรจะต้องถูกจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือครึ่งหนึ่งของโทษที่ได้รับเป็นอย่างต่ำ จากนั้นก็เข้าสู่การพิจารณาลดโทษ จนถึงขั้นพักโทษหรือสวมกำไลอีเอ็มออกไปอยู่บ้าน

ขืนยังเป็นเช่นนี้โดยไม่แก้ไข การวิ่งเต้นเพื่อเป็น “นักโทษชั้นเยี่ยม” โดยให้ประโยชน์ตอบแทนในกระบวนการนี้เกิดขึ้นแน่นอน จะไม่มีใครเกรงกลัวการติดคุก เมื่อกระทำทุจริตโกงบ้านกินเมือง ร่ำรวยเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน ถูกจับได้ก็ไม่กลัว ไม่กี่ปีก็ออกมาเสวยสุขบนกองเงินกองทองที่ซุกซ่อนเอาไว้ได้ ทำให้กล้าเสี่ยงที่จะกระทำผิด คนที่ก่อคดีอาชญากรรมก็กล้าก่อกรรมทำเข็ญกันมากขึ้น โทษประหารชีวิต ติดคุกจริงเพียงไม่กี่ปีก็ออกมาลอยนวลแล้ว

กรณีติดยาว-ออกไว ที่กำลังเกิดขึ้น ทำให้ทุกสายตามองไปที่ รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงยุติธรรมที่มีความสนิทสนมแนบแน่นกับพรรคเพื่อไทย เคยเป็นรัฐมนตรีในสังกัดพรรคเพื่อไทยมาก่อน เกิดความสงสัยว่าจะช่วยเหลือกันเพื่อให้พ้นคุกเร็วขึ้นหรือไม่

คนพวกนี้ทำอะไรไม่แคร์ความรู้สึกของประชาชนอยู่แล้ว.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!