ดร.ยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษา รมว.กระทรวงทรัพยากร กับแนวฟื้นฟู “พลับพลาทรงประทับ”

อนุสนธิจากข่าวกรณี ดร.ยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางร่วมกับ นายสมหวัง เรืองนิวัติศัย รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช, นายชาตรี วชิระเผด็จศึก ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเพชรบุรี, พ.อ.สนอง ธัญญานนท์ หัวกลุ่มงานกิจการมวลชน กอ.รมน.จังหวัดเพชรบุรี, นายพิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการสักนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี, นายบุญเกื้อ เจี้ยมดี ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 สาขาเพชรบุรี, นายอิทธิพล ไทยกมล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน, น.ส.เนตรนภา งามเนตร ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พร้อมคณะทำงาน ติดความคืบหน้าการซ่อมแซมบรูณะ “พลับพลาทรงประทับ” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่เกาะพลับพลา (เกาะในหลวง) เขื่อนแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

ชาวจังหวัดเพชรบุรี จำนวนมากได้ให้ความสนใจการบูรณะพลับพลาทรงประทับดังกล่าวและขอให้ “เพชรภูมิ” นำเสนอเรื่องราวความเป็นมาและการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นงานเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นต่อจังหวัดเพชรบุรี

ดร.ยุทธพล(ป๊อป) อังกินันทน์ ที่ปรึกษา รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายวราวุธ ศิลปอาชา) ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับพลับพลาทรงประทับที่มีเกียรติประวัติและกำลังจะได้รับการบูรณะซ่อมแซม กอง บก.เพชรภูมิ ขอขอบคุณ “ดร.ยุทธพล” มา ณ โอกาสนี้

“…..เกาะพลับพลาทรงประทับแห่งนี้ ในอดีตเป็นสถานที่รับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เมื่อครั้งที่เสด็จเยือนเขื่อนแก่งกระจาน เมื่อปี 2516 และปี 2518 และครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2556

เรื่องนี้ขออนุญาตเท้าความ ในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2564 ผมและคณะเดินทางไปตรวจความพร้อมของการเตรียมเปิดอุทยานแก่งกระจานในส่วนของเขาพะเนินทุ่ง เนื่องจากพะเนินทุ่งปิดมา 2-3 ปีแล้ว ท่านรัฐมนตรีวราวุธมีนโยบายให้เปิดแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลังรัฐบาลผ่อนคลาย จากสถานการณ์โควิด-19 เราก็ดูว่าอุทยานหรือวนอุทยานของเราที่ไหนมีความพร้อมและมีความสะดวกสบายให้แก่พี่น้องประชาชนที่จะเข้าไปท่องเที่ยวได้ และมีมาตรการในการระวังโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) มากน้อยแค่ไหน เราก็จะทยอยเปิด ซึ่ง “พะเนินทุ่ง” ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานก็เป็นหนึ่งเป้าหมายที่เราจะเปิด เพราะเชื่อว่านักท่องเที่ยวทางธรรมชาติคงจะคิดถึง เพราะเราปิดป่าเพื่อฟื้นฟูมานาน 3 ปี

วันที่ 20 ตุลาคม 2564 ระหว่างที่กำลังคิดกันว่าจะดำเนินการในส่วนของพะเนินทุ่งอย่างไรก็มีผู้ช่วยอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เอารูปจำนวนหนึ่งให้ผมดู แล้วบอกว่ารูปที่ให้ดูคือเกาะ ๆหนึ่งอยู่กลางอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน มีพลับพลาทรงประทับที่เคยเป็นที่รับเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่เมื่อปี 2516 ปี  2518 และเสด็จฯ มาที่นี่ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2556 

ผมเห็นรูปที่รองหัวหน้าอุทยานฯเอามาให้ดูแล้วก็ตกใจ เพราะเป็นภาพเศษซากพลับพลา ทรงประทับที่เคยเป็นที่รับเสด็จฯ ไม้ที่เคยประกอบเป็นพลับพลากองเกะกะอยู่กับพื้นบนเกาะ ผมก็บอกว่าเมื่อเราขึ้นไปสำรวจพะเนินทุ่งเสร็จ ช่วงบ่ายจะเข้าไปดูที่เกาะนี้ พอช่วงบ่ายก็นั่งเรือไปที่เกาะ เพื่อต้องการเห็นสภาพจริงของพลับพลา เห็นแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นสถานที่เคยรับเสด็จฯ พ่อของคนทั้งแผ่นดิน อยู่ในสภาพที่หักพังชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก พลับพลาแห่งนี้เป็นที่ที่พระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ทรงทอดพระเนตรอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน เกิดโครงการพระราชดำริหลายโครงการในเพชรบุรี และเป็นที่สำราญพระราชอิริยาบถ

วันนั้นท่าน สมหวัง เรืองนิรัติศัย รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อยู่ที่นั่นกับผมด้วย ผมก็บอกว่าเราคงต้องมาช่วยกันทำตรงนี้แล้ว ผมโทรหาท่านรัฐมนตรีวราวุธ รายงานให้ท่านทราบ ส่งรูปที่ผมบันทึกจากโทรศัพท์มือถือไปให้ท่านดู ท่านก็มีบัญชาให้ผมจัดการฟื้นฟูพลับพลาทรงประทับแห่งนี้โดยเร่งด่วน

พอกลับลงมาจากแก่งกระจาน ผมก็เชิญทุกฝ่ายมาร่วมประชุมเป็นคณะทำงาน กระทั่งวันที่ 25-26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็มีวิศวกรและสถาปนิกของกรมอุทยานฯ ไปลงพื้นที่เกาะเพื่อสำรวจเก็บข้อมูล ผมให้นโยบายกับคณะทำงานว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงดำริ เรื่องความพอเพียง ทุกแห่งที่พระองค์เสด็จฯไปรับสั่งให้สร้างสถานที่ต้อนรับพระองค์ท่านด้วย วัสดุง่าย ๆ โครงพลับพลาทรงประทับที่แก่งกระจานก็สร้างด้วยไม้ไผ่ มุงหลังคาด้วยใบจาก-หญ้าแฝก เรียบง่ายธรรมดา ๆ พื้นก็เป็นพื้นไม้ไผ่

ผมมีแนวคิดว่าการออกแบบพลับพลาก็ต้องให้รูปทรงเหมือนพลับพลาเดิม แต่เพื่อความคงทนควรใช้วัสดุที่มีความคงทนถาวร เช่น ใช้ไม้ไผ่เทียม หญ้าแฝกเทียม แต่ให้เหมือนของเดิมมากที่สุดเน้นให้มีความคงทนเพราะอยู่กลางเกาะแก่ง มีลม มีแดด มีฝน ถ้าวัสดุที่ใช้ไม่ทนทานก็จะผุกร่อนและพังทลายได้ง่าย

จำได้ว่าวันที่ผมไปสำรวจ เห็นแล้วขนลุก มีป้ายติดอยู่บนเกาะมีข้อความว่า “เกาะในหลวง” เสด็จฯ ปี 2516 ปี 2518 ผมก็ไปถามชาวบ้าน ได้รับคำบอกว่าชื่อที่เรียกกันจริง ๆ คือ “เกาะพลับพลา” แต่ชาวบ้านเรียกกันว่า “เกาะในหลวง” และติดป้ายชื่อนี้บนเกาะ 

ผมก็คิดว่าการจะดำเนินการฟื้นฟูพลับพลาทรงประทับแห่งนี้ให้เด่นตระหง่านขึ้นมาอีกครั้ง ขืนมัวแต่ไหว้ครูกันอยู่ก็น่าจะช้า จึงมอบนโยบายให้ฝ่ายเกี่ยวข้องถ้าทำได้ ทำทันที

จากการหาข้อมูล ทำให้ทราบว่าเกาะ ๆ นี้ตั้งอยู่กลางอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน ถ้ามองจากรูปบนแผนที่ในมุมสูง จะเห็นเกาะนี้มีลักษณะเหมือนรูปหัวใจอยู่ตรงกลางอ่างเก็บน้ำ เกาะมีเนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ (ขณะน้ำเต็มอ่าง) แต่ถ้าน้ำลดลงไปบริเวณพื้นดินของเกาะก็จะเพิ่มขึ้น ตัวพลับพลาตั้งอยู่ ในบริเวณที่น้ำท่วมไม่ถึง ช่วงปี 2556 ได้มีการบูรณะไปครั้งหนึ่งในช่วงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ แต่พระองค์ไม่เสด็จฯขึ้นบนเกาะ ทรงนั่งเรือพระที่นั่งผ่าน เราจึงคิดว่าเนื้อที่ 16 ไร่ของเกาะไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป การบริหารจัดการน่าจะง่าย ไม่มีปัญหา

นอกจากจะจัดสร้างพลับพลาทรงประทับให้เด่นตระหง่านขึ้นมาอีกครั้งแล้ว ก็จะปรับภูมิทัศน์บนเกาะให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแหล่งหนึ่งของแก่งกระจาน ปรึกษากันหลาย ๆ ฝ่ายว่าจะมีอะไรบ้าง เช่น พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ท่าน และอื่น ๆ ที่พวกเราจะน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านได้ด้วย

จากภาพที่เห็นในปี 2516 และ 2518 ในหลวงรัชกาลที่ ๙ และพระบรมวงศานุวงศ์  ทรงพายเรือ และนั่งเรือพระที่นั่งทอดพระเนตรทิวทัศน์รอบเกาะ เป็นบรรยากาศในครอบครัวที่อบอุ่นด้วยความรัก ขณะพระองค์ท่านมาทรงงาน พระบรมวงศานุวงศ์ที่ตามเสด็จฯก็มาทรงรับทราบแนวพระราชดำริของพระองค์ด้วย จึงอยากจะถ่ายทอดตรงนี้ให้ออกมาคล้าย ๆ กับวันที่ท่านและพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จฯ เท่าที่จะทำได้  

อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับป่าไม้และการอนุรักษ์สัตว์ป่า คือกรณี เจ้าสัวเปรมชัย กรรณสูตกับพวกเข้าไปในป่ากาญจนบุรี ล่าเสือดำและสัตว์ป่าทำเป็นอาหาร และต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ถูกศาลพิพากษาจำคุก ถือเป็นอุทาหรณ์ให้แก่ชาวบ้าน รวมตลอดถึงนักล่าสัตว์ต่าง ๆ ให้พึงตระหนักเอาไว้ ต้องรู้ว่าคนรวยขนาดเจ้าสัวเปรมชัยมีเงินเป็นหมื่นล้าน เมื่อกระทำความผิดก็ต้องถูกดำเนินคดีและต้องติดคุกเหมือนชาวบ้านทั่วไป

คนที่คิดจะเข้าป่าล่าสัตว์ ควรต้องคิดว่าสัตว์ก็มีชีวิตเหมือนคน ชีวิตใครชีวิตมัน ไม่ควรถูกไล่ล่าทำร้าย สัตว์มันพูดไม่ได้ ร้องขอชีวิตไม่ได้ ในต่างประเทศยังมีการวิจัยถึงพฤติกรรมการเปิบพิสดารของมนุษย์ที่เอาสัตว์เป็น ๆ มาชำแหละ ต้ม หรือปิ้งย่างบนโต๊ะอาหารขณะที่สัตว์ยังไม่ตาย ยังอ้าปากพะงาบ ๆ สุดแสนเจ็บปวดทรมาน

ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กหรือสัตว์ใหญ่อะไรที่รับประทานได้โดยไม่เอาสัตว์มาทรมาน ก็เป็นเรื่องปกติของวิถีการรับประทานอาหารทั่วไป แต่ถ้าต้องเบียดเบียนโดยไม่จำเป็นก็ควรงดการกระทำ เราก็ไม่สมควรจะไปทำร้ายหรือรังแก

ผมไม่เชื่อว่าอวัยวะของสัตว์ เช่น อัณฑะ, เขา, นอ, ตับ, ไต, ไส้, พุง, ดีงู ฯลฯ เมื่อรับประทานแล้วจะสามารถบำรุงกำลังหรือสร้างความเข้มแข็งให้แก่ร่างกายมนุษย์ได้

ผมเป็นคนรักทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์รักษาสภาวะแวดล้อม โดยเฉพาะป่าไม้ ที่ประเทศเรามีมากมายหลายอุทยานฯ เมื่อได้มีโอกาสมาทำงานนี้ก็เหมือนได้มาทำงานที่ชอบ การตัดไม้ทำลายป่าในขณะนี้ก็ยังมีการลักลอบอยู่ ท่านรัฐมนตรีวราวุธมอบให้ผมกำกับดูแล “ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า” (ศปกพป.) ซึ่งจะบูรณาการร่วมกันระหว่าง หน่วยพญาเสือ ของกรมอุทยานฯ,  หน่วยพยัคฆ์ไพร ของกรมป่าไม้, หน่วยฉลามขาว ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ไม่มีข้อยกเว้นอะไรให้แก่ผู้กระทำความผิดทั้งสิ้น วันนี้ป่าแก่งกระจานในบ้านเราได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและเป็นที่ภูมิใจของชาว จ.เพชรบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ควรต้องร่วมแรงร่วมใจกันช่วยปกป้อง คนที่มีหน้าที่ปกป้องก่อนเพื่อน ไม่ใช่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าของกรมอุทยานฯหรือป่าไม้ แต่คือพวกเราชาวเพชรบุรีทุกคน….”

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!