ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บัวไทย แจ่มจันทร์ ครู-นักเขียน นักอนุรักษ์ศิลปกรรม

                ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บัวไทย แจ่มจันทร์ เป็นที่รู้จักในฐานะครู นักเขียน และเป็นผู้บุกเบิกเขียนบทความเชิงวิชาการ แนะนำวัดศิลปกรรมแขนงต่าง ทั้งลวดลายปูนปั้น จิตรกรรมฝาผนัง และภาพเขียน ลงคอลัมน์มือเพชรใน หนังสือพิมพ์เพชรภูมิ มีผลงานเขียนมากถึง 200 บทความ อีกทั้งยังเป็นนักอนุรักษ์ศิลปกรรมของเมืองเพชรบุรี ได้รับเชิญให้เขียนบทโทรทัศน์ในรายการจดหมายเหตุกรุงศรีเรื่องศิลปกรรมในเพชรบุรีทางทีวีช่อง 7 และเป็นวิทยากรบรรยายงานศิลปะที่มีคุณค่าสูง

       เส้นทางชีวิต” ฉบับนี้ขอร้อยเรียงเรื่องราวประวัติ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บัวไทย แจ่มจันทร์ จากหนังสือ “ช่างเมืองเพชร”ที่ อาจารย์จินดา แจ่มจันทร์ ผู้เป็นภริยา และคณาจารย์ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมวิทยาลัยครูเพชรบุรี (มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี) ได้ร่วมจัดทำขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บัวไทย แจ่มจันทร์ ณ วัดมหาธาตุวรวิหาร อ.เมือง จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2535

                ผศ.บัวไทย แจ่มจันทร์ เกิดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2480 ที่บ้านเลขที่ 404 ถ.นราธิป ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เป็นบุตรคนโตของ นายไกร-นางร่ม แจ่มจันทร์ มีพี่น้องร่วมบิดา-มารดาเดียวกันจำนวน 8 คน

                สมัยเด็ก ครอบครัวมีฐานะยากจน ผศ.บัวไทยในฐานะเป็นพี่ชายคนโตต้องช่วยบิดา-มารดาดูแลและหุงหาอาหารให้น้อง ๆ ทั้ง 8 คนได้รับประทานด้วย

                สมัยนั้นบ้าน ผศ.บัวไทยอยู่แถวตลาดชะอำ ซึ่งมีบ้านในละแวกนั้นอยู่แค่ 4 หลังคาเรือน ที่ว่าการอำเภอชะอำยังไม่ได้สร้าง มีแต่ที่ทำการเทศบาลหลังเล็ก สุขศาลา และโรงพักเท่านั้น การละเล่นจะมีแต่หนังตะลุง ซึ่ง ผศ.บัวไทยกับ นายวิเชียร แจ่มจันทร์ น้องชายคนที่ 2 มักจะชอบไปดูหนังตะลุง เมื่อดูเสร็จกลับมาถึงบ้าน ผศ.บัวไทยจะหัดวาดรูปตัวหนัง แกะตัวหนัง และนำมาเชิดเล่นกับน้องชายในมุ้ง บางคืนเล่นกันจนสว่างอีกด้วย

                ในวัยเยาว์ ผศ.บัวไทย แจ่มจันทร์ เข้ารับการศึกษาที่ โรงเรียนประชาบาลตำบลชะอำ จนจบชั้น ป.4 จากนั้นมารดาส่งไปเรียนต่อที่ โรงเรียนประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนจบชั้น ม.1 ขณะนั้น ผศ.บัวไทยป่วยหนักจนต้องหยุดเรียน ระหว่างอยู่ที่บ้าน นางร่มผู้เป็นมารดาได้ซื้อลูกหมูมาให้เลี้ยงเพื่อจะได้ไม่อยู่ว่าง ผศ.บัวไทยเห็นเด็กจากเมืองเพชรบุรีมาขายไอศกรีมหลอด ได้เงินดีก็อยากจะขายกับเขาบ้าง จึงให้มารดาติดต่อไอศกรีมจากเพชรบุรีมาขาย แต่ได้กำไรน้อยจึงเปลี่ยนมาขายไอศกรีมตัด โดยหาบไปขายตามหมู่บ้าน ซึ่งก็ขายได้กำไรดี

                ผศ.บัวไทยหยุดเรียนอยู่บ้านได้ประมาณ 1 ปี มารดาก็ส่งให้เข้าเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาที่ โรงเรียนจอมเพชรพิทยา จนจบชั้น ม.3 และเข้าศึกษาต่อที่ โรงเรียนสุวรรณรังสฤษฏ์วิทยาลัย (วัดมหาธาตุวรวิหาร) อ.เมือง จ.เพชรบุรี ระหว่างนั้นมารดาได้นำไปฝากให้อยู่วัดกับ หลวงพ่อเสี่ยน” พระครูเพชรโรปมคุณ เจ้าอาวาสวัดเกาะ เมื่อถึงวันหยุด ผศ.บัวไทยก็จะกลับบ้านไปรับจ้างทำงานหาเงินช่วยเหลือครอบครัว

                ต่อมานางร่มผู้เป็นมารดาได้เป็นผู้รับเหมาส่งฟืนให้กับการรถไฟ ทำให้ครอบครัวเริ่มมีฐานะดีขึ้น หากวันไหนขาดคนงาน ผศ.บัวไทยก็จะอาสามาช่วยโยนฟืนขึ้นตู้รถไฟ โดยได้ค่าจ้างตู้ละ 20 บาท

                หลังเรียนจบชั้น ม.6 ที่โรงเรียนสุวรรณรังสฤษฏ์วิทยาลัย ผศ.บัวไทยก็สามารถสอบชิงทุนของโรงเรียนสุวรรณรังสฤษฏ์วิทยาลัยได้และด้วยที่เป็นคนชอบงานศิลปะมาตั้งแต่วัยเยาว์จึงเลือกเรียนต่อที่ โรงเรียนเพาะช่าง แผนกศิลปะ รุ่น พ.ศ. 2403 (ปัจจุบันคือวิทยาลัยเพาะช่าง-มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์)

                ในสมัยนั้นการเข้าเรียนที่กรุงเทพฯ ลำบากมาก ไม่มีญาติหรือคนรู้จักที่พอจะไปอาศัยพักพิงได้ ต้องเช่าบ้านรวมอยู่กับเพื่อน ทั้งที่ได้เงินจำกัดเพียงเดือนละ 300 บาท ประกอบกับขณะนั้นบิดาได้เสียชีวิตลง นางร่มมารดาต้องทำงานเลี้ยงลูกอีก 8 คนเพียงลำพัง ผศ.บัวไทยจึงต้องอดออมมานะอดทนเพียรพยายามศึกษาเล่าเรียนจนสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเพาะช่าง

                เมื่อเรียนจบโรงเรียนเพาะช่างแล้ว ผศ.บัวไทยก็กลับมาใช้ทุนเป็นครูสอนศิลปะอยู่ที่โรงเรียนสุวรรณรังสฤษฏ์วิทยาลัย 6 ปี ก่อนไปสมัครสอบเข้า กรมการฝึกหัดครู ได้จึงลาออกจากโรงเรียนสุวรรณรังสฤษฏ์-วิทยาลัย และไปรับราชการเป็นครูอยู่ที่ โรงเรียนฝึกหัดครูสกลนคร อ.เมือง จ.สกลนคร ในปี 2509

                ช่วงเวลานั้นเป็นระยะแรกของการก่อตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูสกลนคร หน้าที่ของ ผศ.บัวไทย นอกเหนือจากการสอนศิลปะแล้ว ยังต้องพัฒนาสถานที่ อาคาร และทุก ๆ ด้าน จนนำความเจริญมาสู่โรงเรียนแห่งนี้ ต่อมา ผศ.บัวไทยได้เข้าศึกษาต่อสาขาวิชาศิลปศึกษา ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร กรุงเทพฯ อยู่ 2 ปี จนสำเร็จการศึกษา ก่อนกลับมาเป็นครูสอนศิลปะอยู่ที่โรงเรียนฝึกหัดครูสกลนครอีกครั้งนานกว่า 10 ปี

                ขณะเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนฝึกหัดครูสกลนคร ผศ.บัวไทยได้วางรากฐานฟื้นฟูศิลปะพื้นบ้านและรวบรวมของโบราณที่มีค่าจากการขุดพบนำมาเก็บรักษาไว้เพื่อให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ศึกษาพร้อมถ่ายทอดลปวัฒนธรรมไทยให้ผู้คนในท้องถิ่นได้เกิดความรักความหวงแหนและช่วยกันรักษาสืบทอดอย่างถูกวิธี

                ต่อมา ผศ.บัวไทยได้พบรักกับ อาจารย์จินดา แจ่มจันทร์ ครูโรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี และได้แต่งงานกันเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2520 มีบุตร-ธิดาด้วยกัน 2 คน คือนายศรัณย์ แจ่มจันทร์ (แจ่มจันทร์วรา) และ น.ส.นพวรรณ แจ่มจันทร์

                หลังแต่งงาน ผศ.บัวไทยได้ขอย้ายกลับมารับราชการเป็น อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะ วิทยาลัยครูเพชรบุรี จ.เพชรบุรี และต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็น หัวหน้าฝ่ายอาคารสถานที่, หัวหน้าฝ่ายหอวัฒนธรรมศูนย์ศิลปวัฒนธรรมฯ, รองหัวหน้าภาควิชาศิลปะ คณะวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ฯ, รองหัวหน้าศูนย์
ศิลปวัฒนธรรมฯ และ ผู้ช่วยเลขานุการศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรี วิทยาลัยครูเพชรบุรี ตามลำดับ

                ตลอดระยะเวลาที่รับราชการ ผศ.บัวไทยได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับงานศิลปวัฒนธรรมอย่างจริงจัง คอยอบรมสั่งสอนนักศึกษาและบุคคลทั่วไปให้เห็นความสำคัญของศิลปวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นของเมืองเพชร โดยในวันว่างจากงานราชการจะลงพื้นที่ร่วมกับ อาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว (ศาสตราภิชาน ล้อม เพ็งแก้ว) อาจารย์วิทยาลัยครูขณะนั้น ออกสำรวจตามวัดและสถานที่สำคัญต่าง ๆ ที่มีงานศิลปะเพื่อศึกษาให้ลึกซึ้ง ดูการเปลี่ยนแปลง และนำสิ่งเหล่านี้มาถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ที่เรียนอยู่ได้รู้และเข้าใจจากการอธิบายด้วยภาพที่ได้ไปเห็นมา

                นอกจากนี้ ผศ.บัวไทยยังเป็นผู้บุกเบิก ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม วิทยาลัยครูเพชรบุรี เพื่อฟื้นฟูศิลปกรรมของ จ.เพชรบุรี โดยรวบรวมผลงานศิลปกรรมจากบรรดาช่างรุ่นเก่า ๆ มาเก็บไว้เป็นสมบัติของศูนย์ฯ พร้อมทั้งรวบรวมบรรดาช่างรุ่นใหม่ ๆ ทุกสาขา ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม งานจำหลักไม้ และงานหัตถศิลป์ มาเป็นสมาชิกของศูนย์ฯ เพื่อให้งานศิลปกรรมของเมืองเพชรได้รับการสืบสานต่อเนื่องไม่สูญหายไป

                ทุกครั้งที่จังหวัดเพชรบุรีมีการจัดงานมหกรรมประจำปี หรือมีงานมหกรรมระดับชาติในกรุงเทพฯ ผศ.บัวไทยก็จะนำบรรดาช่างไปร่วมแสดงผลงานศิลปกรรมให้ชาวกรุงเทพฯ และชาวต่างชาติได้รับชมจนได้รับการยกย่องจากสื่อมวลชนและสถาบันการศึกษา มีการติดต่อขอเก็บผลงานศิลปกรรมไปทำสารคดีทั้งทางช่องทีวี และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มากมาย

                เมื่อคราวเกิดไฟไหม้ใหญ่ในตลาดเพชรบุรีเมื่อปี 2458 ไฟได้ลุกลามไปไหม้วัดพลับพลาชัย จึงได้มีการโยกย้ายหนังใหญ่ที่สร้างขึ้นในสมัย หลวงพ่อฤทธิ์” อดีตเจ้าอาวาสวัดพลับพลาชัย ไปเก็บยังสถานที่อื่น ๆ หลังเพลิงสงบจนเข้าสู่ภาวะปกติในปี 2528 พระครูอาทรวชิรธรรม (เชื่อม สิริวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดพลับพลาชัย ได้ดำเนินการบูรณะซ่อมแซมวัดและมีการรื้อฟื้นหนังใหญ่วัดพลับพลาชัยขึ้นมาอีกครั้ง โดยมี ผศ.บัวไทย แจ่มจันทร์, อาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว และนายภิรมย์ จับใจ ประธานชมรมผู้รับบำเหน็จบำนาญจังหวัดเพชรบุรี ได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ขึ้นภายในวิหารพระคันธารราฐของวัดพลับพลาชัย พร้อมทั้งรวบรวมหนังใหญ่ของวัดพลับพลาชัยจากที่ต่าง ๆ กลับมาเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์จนถึงปัจจุบัน

                สมัยนั้นการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการไม่มีสื่อใดจะได้ผลยิ่งกว่าการเขียน และนักวิชาการจะดังไม่ได้ถ้าเขียนไม่เก่ง อาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว จึงชักชวน ผศ.บัวไทย แจ่มจันทร์ มาเขียนบทความเชิงวิชาการ แนะนำวัด ศิลปกรรมแขนงต่าง ๆ ทั้งลวดลายปูนปั้น จิตรกรรมฝาผนัง บอกเล่าประวัติความเป็นมา ความหมายของศิลปะต่าง ๆ ผ่านคอลัมน์  มือเพชร” ในหนังสือพิมพ์เพชรภูมิ เช่นเรื่อง บานประตูจำหลักไม้วัดพลับพลาชัย” “จิตรกรรมฝาผนังวัดท้ายตลาดเพชรบุรี” “ปูนปั้นที่โบสถ์วัดปากคลอง” “จิตรกรรมฝาผนังที่วัดนาพรหม” “ใบเสมาสมัยอโยธยา วัดมหาธาตุ เพชรบุรี” และผลงานเขียนอื่น ๆ อีกมากถึง 200 บทความ

                ด้วยผลงานการเขียนบทความทางวิชาการที่โดดเด่นส่งผลทำให้ในระหว่างปี 2528-2529 ผศ.บัวไทยได้รับเชิญจาก สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นวิทยากรในรายการ อยู่อย่างไทย”ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท. เรื่อง ปูนปั้นเมืองเพชร” และเรื่อง เพชรบุรีกับกวีสุนทรภู่”ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ 

                นอกจากนี้ยังได้รับเชิญให้ไปออกรายการโทรทัศน์ช่อง 7 เรื่อง ปูนปั้นเมืองเพชร” ได้รับเชิญให้เขียนบทโทรทัศน์ในรายการ จดหมายเหตุกรุงศรี” เรื่อง ศิลปกรรมสมัยอยุธยาในเพชรบุรี” และเรื่อง ศิลปกรรมในเพชรบุรี” ออกอากาศทางช่อง 7 สี เมื่อปี 2531, ได้รับเชิญเป็นวิทยากรบทโทรทัศน์ในรายการ ศิลปวัฒนธรรม” เรื่อง ศิลปะตามวัดในเพชรบุรี” ออกอากาศทางช่อง 11 เมื่อปี 2532, ได้รับเกียรติเป็นวิทยากรนำ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชมศิลปกรรมและวัดในเมืองเพชรบุรี เป็นผู้นำคณะวิจัยของ ศาสตราจารย์ พันตรี คุณหญิงผะอบ โปษะกฤษณะ อนุกรรมการเผยแพร่เอกลักษณ์ไทย สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขานายกรัฐมนตรี ไปทำวิจัยเรื่อง วรรณกรรมประกอบการเล่นหนังตะลุงภาคกลาง”เมื่อปี 2533 และเป็นวิทยากรให้แก่บุคคล สถาบัน และหน่วยงานทั่วไปอีกมากมาย

                ด้วยผลงานและความดีที่ ผศ.บัวไทย แจ่มจันทร์ ได้กระทำสั่งสมมาตลอดอายุราชการ ส่งผลทำให้ได้รับพระราชทาน เครื่องราช-อิสริยาภรณ์ ตริตาภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.), เครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎไทย (ต.ม.), เครื่องราชเหรียญจักรพรรดิมาลา และได้รับพระราชทาน เสาเสมาธรรมจักร จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี(พระยศในขณะนั้น) ในฐานะเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา สาขา อนุรักษ์ส่งเสริมมรดกวัฒนธรรมไทย” เนื่องในวันสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา วันวิสาขบูชา พุทธศักราช 2533

                ผศ.บัวไทย แจ่มจันทร์ ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2535 ถึงแม้ตัวตายแต่ “มือเพชร บัวไทย แจ่มจันทร์” ไม่ได้ตายตาม ชื่อเสียง เกียรติคุณ และผลงานยังคงดำรงอยู่ เป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลังที่รักงานศิลปวัฒนธรรมไปอีกตราบเท่านาน.

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!