ยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลก

เฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีเมืองมรดกโลก สุดอลังการแสงสีเสียงวิเทศอโยธยา

          “ราชธานีเก่า อู่ข้าวอู่น้ำ เลิศล้ำกานท์กวี คนดีศรีอยุธยา เลอคุณค่ามรดกโลก” คำขวัญประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 3 ทศวรรษ หรือ 30 ปีที่ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้ “อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา” เป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรม” เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2534 จนถึงปีนี้เป็นปีที่ 30 ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำโดย นายวีระชัย นาคมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ดำเนินการจัดงาน“ยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลก” ซึ่งเป็นงานประจำปีของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 30 กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 17 – 26 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา ณ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และพื้นที่โดยรอบ นับเป็นการจัดงานต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยที่ปีนี้ยังคงจัดงานภายใต้มาตรการป้องกันและควบคุมโรคไวรัสโคโรนา 2019 รวมถึงการรณรงค์เชิญชวนแต่งกายผ้าไทยร่วมงาน

                ช่วงสายของวันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม 2564 ผู้เขียน และคณะช่างภาพเมืองเพชร นำโดย คุณโอภาส ชาญมงคล อาจารย์วิชิต แสงประทีป คุณศรายุทธ ชุติวัฒนกุล เจ้าของร้านกรอบรูปเพชรนิรันดร์ ออกเดินทางโดยรถตู้จากตัวเมืองเพชรบุรีมุ่งหน้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใช้เส้นทางเพชรบุรี-บ้านแหลม-บางตะบูน แวะรับ “คุณกมล” เจ้าของร้านครัวแม่จินดาที่ชื่นชอบการถ่ายรูป วิ่งเส้นทางเขายี่สาร-คลองโคน-พระราม 2 ผ่านสมุทรสงคราม สมุทรสาครเข้ากรุงเทพฯ มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปตามถนนกาญจนาภิเษก วงแหวนรอบนอก ผ่านบางแค-บางใหญ่-บางบัวทองแวะพักกินข้าวเที่ยงที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งแถว จ.ปทุมธานี เป็นข้าวกล่องฝีมือแม่บ้านของคุณโอภาส ก่อนมุ่งหน้าสู่กรุงเก่าเมืองมรดกโลก ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงเศษ

                นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ราชธานีกรุงเก่าเมื่อครั้งอดีตของไทย ศูนย์กลางการปกครองและศูนย์กลางการค้าแห่งสำคัญของโลก ด้วยปัจจัยการเลือกสรรตำแหน่งที่ตั้งของพระนครที่เหมาะสมกับลักษณะของผังเมืองในอดีตที่อาศัยการสัญจรทางน้ำเป็นหลัก รวมถึงการใช้แม่น้ำเป็นยุทธศาสตร์ในการป้องกันเมืองจากข้าศึกศัตรู พื้นที่โดยรอบมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญ นับเป็นความชาญฉลาดขององค์พระมหากษัตริย์รวมทั้งบรรพบุรุษที่เลือกแผ่นดินแห่งนี้สร้าง “พระนครศรีอยุธยา” ที่มีความรุ่งเรืองมากว่า 417 ปี แม้ว่าจะถูกทำลายจากภัยสงคราม (เสียกรุงครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310) แต่ก็ยังคงเหลือโบราณสถานและโบราณวัตถุสำคัญต่าง ๆ ที่สะท้อนความเจริญรุ่งเรืองของยุคสมัย กระทั่งในปี พ.ศ. 2534 องค์การยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ถือเสมือนหนึ่งเป็นการยอมรับความยิ่งใหญ่ของชนชาติไทย นับเป็นเกียรติภูมิที่ได้รับอย่างยิ่ง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะของคนไทย ยังเป็นความภาคภูมิใจของคนทั้งโลกที่จะต้องตระหนักรู้ถึงคุณค่า ร่วมกันบำรุงรักษา และอนุรักษ์ไว้ให้เป็นมรดกของลูกหลานสืบไปต่อ

                งานเฉลิมฉลอง 3 ทศวรรษครบรอบ 30 ปีที่ “ยูเนสโก” ประกาศขึ้นทะเบียนให้อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม ภายใต้งาน “ยอยศยิ่งฟ้าอยุธยาเมืองมรดกโลก” ครั้งนี้มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมายหลายอย่าง อาทิ ริ้วขบวนแห่การเฉลิมฉลองมรดกโลกในวันเปิดงาน (17 ธ.ค.) จัดแสดงขบวนแห่ 8 ขบวน 8 ยุคสมัยที่แสดงถึงความงดงามย้อนถึงความเป็นมาของกรุงศรีอยุธยา และความรุ่งเรืองในยุคสมัยต่าง ๆ จากหน่วยงานภาครัฐ สถานศึกษา ได้แก่ 1) ยุคสมัยพระเจ้าอู่ทอง 2) สมัยเจ้าสามพระยา 3) สมัยพระบรมไตรโลกนาถ 4) สมัยพระนเรศวรมหาราช 5) สมัยพระเจ้าทรงธรรม 6) สมัยพระนารายณ์ 7) สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และ 8) สมัยพระเจ้าตากสินมหาราช จัดรูปขบวนเริ่มต้นจากบริเวณสี่แยกคลองมะขามเรียงระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ผ่านหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มุ่งหน้าสู่ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (หลังเก่า) ผู้ร่วมขบวนแต่ละคนแต่งกายชุดไทยอย่างงดงาม แม้แต่แมสก์หรือหน้ากากผ้าก็ยังใส่ใจปักรูปรอยยิ้ม มีขบวนช้าง ม้า รวมถึงการแสดงประกอบเรื่องราวของแต่ละขบวนสะท้อนเรื่องราวแต่ละยุคสมัย

                ภายในงานมีการแบ่งพื้นที่เป็นโซนต่าง ๆ ประดับประดาด้วยหลอดไฟ โคมไฟส่องสว่างตามท้องถนน รวมถึงส่องไฟย้อมสีโบราณสถาน เจดีย์ ปรางค์ได้อย่างงดงาม เวทีกลางบริเวณหน้าบึงพระรามมีกิจกรรมการประกวดและการแสดงต่าง ๆ ด้านหน้าลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอู่ทอง จัดเป็นลานของดีท้องถิ่นไทย ลานวัฒนธรรม การแสดงศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ การแสดงจากลิเกร้อยล้าน “ศรราม น้ำเพชร” การแสดง “โขน” จากสถาบัณฑิตพัฒนศิลป์ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน ลักษมีสีดา การแสดงหุ่นละครเล็ก โจหลุยส์ โดยไฮไลท์ที่คณะช่างภาพเพชรบุรีตั้งใจมาชมนั้นคือ การแสดงแสง-สี-เสียงชุด “วิเทศอโยธยา วีระกษัตริย์ตรา ศาสน์ศิลป์ วัฒนาอมร” จัดแสดง ณ วัดมหาธาตุ ภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา นำโดย พ.อ. วันชนะ สวัสดี หรือ “ผู้พันเบิร์ด” รับบทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ “เจด้า” หรือ ศรัณย่า ชุนหศาสตร์ รับบทสมเด็จพระศรีสุริโยทัย เป็นการแสดงโดยร้อยเรียงเนื้อหาเป็นบทละครอิงประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยาอย่างน่าสนใจ ซึ่งต้องเสียค่าบัตรเข้าชมในราคา 500 บาท 200 บาท 100 บาท (เฉพาะคนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา) และบัตร 50 บาท (เฉพาะนักเรียนและนักศึกษา)

                การแสดงแสงสีเสียงชุด “วิเทศอโยธยา วีระกษัตริย์ตรา ศาสน์ศิลป์ วัฒนาอมร” เป็นการแสดงที่ยิ่งใหญ่ตระการตาใช้นักแสดงหลายร้อยคน ใช้พื้นที่และตัวโบราณสถานภายในวัดมหาธาตุเป็นฉากประกอบการแสดง จัดไฟและย้อมสีโบราณสถานดูน่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น เนื้อหาการแสดงเป็นการเล่าเรื่องผ่านเจ้าหน้าที่อุทยานฯ สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ ลำดับเหตุการณ์สำคัญในอดีตตั้งแต่การสถาปนาอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานีของสยามในรัชสมัยของ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือ “พระเจ้าอู่ทอง” พระมหากษัตริย์ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา จากนั้นเป็นเล่าถึงเหตุการณ์สำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา อาทิ พระวีรกรรมของ สมเด็จพระศรีสุริโยทัย ทรงไสช้างเข้าขวางช้างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งกำลังเสียทีช้างพระเจ้าแปรในสงครามพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ รวมถึงเหตุสำคัญของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกอบกู้อิสรภาพ ทรงหลั่งทักษิโรทกตัดความสัมพันธ์ไม่ขึ้นกับกรุงหงสาวดี จากนั้นฉากการทำสงครามยุทธหัตถีในปี พ.ศ. 2135 เป็นการทำยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดี การทำยุทธหัตถีครั้งนี้จบลงด้วยชัยชนะของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช การแสดงชุดนี้ต้องชื่นชมความสามารถของนักแสดงที่สามารถบังคับช้างในการกระทำต่อสู้ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

ภาพรวมของงาน “ยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลก” ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 3 ทศวรรษหรือ 30 ปี “อยุธยาเมืองมรดกโลก” เป็นการปลุกชีวิตให้กับเมืองประวัติศาสตร์กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นการบอกเล่าเรียนรู้สร้างความตระหนักในมุมมองด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ผ่านการจัดกิจกรรมการแสดงต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวได้เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญอันจะนำไปสู่การสืบสานรักษามรดกทางวัฒนธรรมของโลก ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วยเช่นกัน. 

error: ขอสงวนสิทธิ์ ในการคัดลอกบทความ !!